
เปิดตัวในไทยแล้ว ‘Ferrari Portofino’ 20.9 ล้านบาท หัวหอก GT ใหม่จากคาวาลลิโน
ครั้งแรกของรถ GT ที่รวบรวมความสปอร์ต หรูหรา และความสะดวกสบายในห้องโดยสารเข้าไว้ด้วยกันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน Ferrari Portofino คือรถ V8 GT รุ่นใหม่ของค่ายม้าลำพอง ที่มุ่งจะเป็นผู้นำในเซ็กเม้นท์ ด้วยแพคเกจที่รวบรวมความสปอร์ต หรูหรา และ สะดวกสบาย เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
Ferrari ได้เลือกชื่อรุ่นที่ค่อนข้างเร้าใจสำหรับรถสปอร์ตเปิดประทุนที่มีความอเนกประสงค์คันนี้ โดยการใช้ชื่อเมืองที่สวยที่สุดเมืองหนึ่งในประเทศอิตาลี เมือง Portofino เป็นเมืองที่โด่งดังในเรื่องของท่าเรือสำหรับบริการนักท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ และในหลายๆปีที่ผ่านมาเมืองนี้ได้เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นในด้านความงดงามของทิวทัศน์ กิจกรรมกีฬา และความหรูหราที่แอบซ่อนไว้ สีในการเปิดตัวของรถรุ่นนี้ก็ใช้สีที่อุทิศให้กับเมืองนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งก็คือสี Rosso Portofino
Ferrari Portofino ได้รับการออกแบบจาก Ferrari Design Centre และเป็นรถที่มีดีไซน์ที่ดุดัน ตัวถังแบบ Two-Box Fastback ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในกลุ่ม coupe-convertible ที่มีหลังคา Retractable Hardtop ซึ่งมอบความโฉบเฉี่ยวให้กับรูปร่างโดยรวม มีลักษณะที่สปอร์ตมากขึ้นโดยที่ไม่กระทบกับความหรูหราและความคล่องตัว และการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างทีม Aerodynamics กับ Ferrari Design ทำให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดในเรื่องของการจัดการกับพื้นผิวของตัวถังรถ เริ่มจากด้านหน้าที่มีกระจังหม้อน้ำขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่จากด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านหนึ่งของหน้ารถที่ได้ออกแบบมาอย่างประณีต มีชุดไฟหน้าแบบ full-LED ที่ดูเป็นแนวนอนมากขึ้น ด้านมุมนอกของไฟหน้านั้นมีการซ่อนช่องอากาศที่ผ่านเข้ามาทางซุ้มล้อหน้าและออกไปทางด้านข้างเพื่อลดแรงเสียดทานอากาศ
การออกแบบด้านท้ายช่วยเสริมลักษณะอันดูสปอร์ตของรถ โดยเฉพาะการวางตำแหน่งของไฟท้ายที่ห่างกันมากขึ้น การออกแบบอันชาญฉลาดนี้ช่วยเก็บซ่อนพื้นที่สำหรับระบบ RHT (Retractable Hard Top) ใหม่ ที่มาพร้อมกับน้ำหนักที่ลดลงและสามารถยกขึ้นหรือลงได้ที่ความเร็วต่ำ
ทีมออกแบบได้ให้ความสำคัญแก่ความสะดวกสบายของห้องโดยสารซึ่งมาพร้อมกับอุปกรณ์ใหม่ๆมากมาย ไม่นับระบบ infotainment พร้อมจอ touchscreen ขนาด 10.2 นิ้ว ระบบปรับอากาศใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นไม่ว่าจะเปิดหรือปิดหลังคา พวงมาลัย multi-function ใหม่ เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าได้ 18 ทิศทาง มีพนักพิงดีไซน์ใหม่ที่ช่วยเพิ่มพื้นที่วางขาของผู้โดยสารหลัง และระบบจอ Passenger Display สำหรับให้ข้อมูลการขับขี่ผู้โดยสารด้านหน้า ผู้โดยสารทั้งหมดจะได้รับความสะดวกจากระบบ Wind Deflector ใหม่ที่สามารถลดแรงลมในห้องโดยสารได้ถึง 30% รวมทั้งช่วยลดเสียงรบกวน
ภายใต้พละปกำลังสูงสุดถึง 600 แรงม้าและอัตราเร่งจาก 0-100กม./ชม. ในเวลา 3.5วินาที ทำให้ Ferrari Portofino เป็นรถเปิดประทุนที่มีกำลังมากที่สุด ผสานข้อดีของหลังคาแข็งแบบ retractable ห้องเก็บสัมภาระและห้องโดยสารที่กว้างขวาง บวกกับที่นั่งเสริมด้านหลัง เหมาะสำหรับการเดินทางระยะสั้น โดยระบบช่วงล่างใหม่ของ Ferrari Portofino นั้นได้รับการลดน้ำหนัก เมื่อเทียบกับในรุ่นที่มันทดแทนซึ่งก็คือรุ่น California T ด้วยการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยมากมาย ชิ้นส่วนต่างๆของช่วงล่างและชิ้นส่วน Body-in-white ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีน้ำหนักเบาลงถึงแม้ว่าตัวถังจะมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ขุมพลัง V8 สูบ Turbo ของ Ferrari อันเลื่องชื่อ เป็นสมาชิกของครอบครัวเครื่องยนต์ที่ได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัล International Engine of the Year ในปี 2016 และ 2017 สามารถผลิตกำลังได้มากกว่า California T ถึง 40 แรงม้า โดยการใช้ชิ้นส่วนใหม่และการปรับแต่งซอฟท์แวร์ของระบบควบคุมเครื่องยนต์ เสียงเครื่องยนต์อันเร้าใจที่เป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari นั้น ได้รับการปรับแต่งเพิ่มเติมเช่นกัน เพื่อให้ได้อรรถรสเต็มที่โดยเฉพาะเมื่อขับขี่แบบเปิดประทุน
ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ V8 นั้นได้ถูกปรับปรุงในทุกด้าน ด้วยการใช้ลูกสูบและก้านสูบแบบใหม่ รวมไปถึงระบบไอดีที่ออกแบบใหม่ มิติต่างๆ ของระบบไอเสียนั้นก็ได้รับการปฏิวัติใหม่ ระบบเฮดเดอร์แบบหล่อชิ้นเดียวช่วยให้ลดการสูญเสีย ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งของการตอบสนองแบบ Ferrari จึงไม่มีอาการ Turbo lag โดยสิ้นเชิง การปรับปรุงต่างๆเหล่านี้ เมื่อทำงานร่วมกับระบบ Variable Boost Management ที่ควบคุมการจ่ายแรงบิดเพื่อให้สัมพันธ์กับเกียร์ที่เลือก ทำให้ Ferrari Portofino มีอัตราเร่งสูงกว่าในทุกย่านความเร็วและทุกเกียร์ ขณะเดียวกันก็มีอัตราบริโภคน้ำมันที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน
การทรงตัวของ Ferrari Portofino นั้นได้รับการปรับใหม่หมดและได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่นำมาใช้ เป็นครั้งแรกในรถยนต์ Ferrari ที่นำระบบ Electronic Rear Differential (E-Diff3) มาใช้ โดยทำงานร่วมกับระบบ F1-Trac ซึ่งช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนนและการควบคุม Ferrari Portofino เป็นรถประเภท GT คันแรกในอนุกรมที่ได้รับการติดตั้งระบบพวงมาลัย EPS (Electric Power Steering) ทำให้วิศวกรนั้นสามารถลดอัตราทดพวงมาลัยได้ถึง 7% ผลดีก็คือการตอบสนองของพวงมาลัยที่ดีขึ้นโดยไม่กระทบกับความเสถียรเมื่อร่วมทำงานกับระบบ E-Diff3
ระบบกันสะเทือนแบบ magnetorheological damping system (SCM-E) นั้นได้ถูกเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี dual-coil ที่ช่วยลดอาการโคลงในขณะที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการซึมซับแรงสะเทือนจากความไม่ราบเรียบของถนน ผลที่ได้ก็คือรถยนต์ที่มีความว่องไวปราดเปรียวและตอบสนองดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มอบสัมผัสแห่งความสบายไปพร้อมๆกัน
ข้อมูลทางเทคนิค
เครื่องยนต์
ชนิด V8 สูบ 90 องศา
ความจุ 3,855 ซีซี.
กำลังสูงสุด* 600 แรงม้า (441kW) ที่ 7,500 รตน.
แรงบิดสูงสุด* 760 นิวตัน-เมตร จาก 3,000-5,250 รอบ/นาที
ความยาวตัวถัง 4,586 มม.
ความกว้าง 1,938 มม.
ความสูง 1,318 มม.
การกระจายน้ำหนัก 46-54% (หน้า-หลัง)
ความเร็วสูงสุด 320 กม./ชม.
0-100 กม./ชม. 3.5 วินาที
อัตราสิ้นเปลือง 10.5 ลิตร/100 กม.
ปล่อยไอเสีย 245 กรัม CO2/กม.
*ในเกียร์7
**อัตราเฉลี่ยที่ได้รับการอนุมัติ ระบบ ECE+EUDC และระบบ HELE มาตรฐาน
ด้านนายวรวุฒิ ภิรมย์ภักดี รองประธานบริษัท กรรมการบริหาร บริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า แนวทางการทำตลาดรถยนต์ซูเปอร์คาร์แบรนด์ ‘เฟอร์รรารี่’ (Ferrari)ในปี 2561 บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ 3 ปี ที่ต้องการบุกตลาดเซ็กเมนต์แกรนด์ทัวริสโม่ (GT:Grand Turismo) มากขึ้น โดยมี “เฟอร์รารี่ พอร์โตฟิโน” (Ferrari Portofino) เป็นรถไฮไลท์ ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดซูเปอร์คาร์สายพันธุ์ GT จนได้รับการตอบรับจากตลาดและลูกค้าดีมาก เพราะเป็นสินค้าใหม่ ที่ช่วยสร้างสีสันให้กับตลาด และมาพร้อมจุดเด่นหลายด้าน ทั้งจำนวนแรงม้าที่เพิ่มขึ้น รูปโฉมสวยงาม ดุดัน ซึ่งเฟอร์รารี่ รุ่นดังกล่าวจะเป็นรุ่นที่เข้ามาแทนรุ่นแคลิฟอร์เนีย และแคลิฟอร์เนีย ที ที่ได้ทำทำตลาดมา 5 ปี และสามารถทำยอดขายรวมได้ถึง 15% ของทุกรุ่นรวมกัน ส่วนรุ่น Portofino คาดการณ์ว่ายอดขายรวมถึง 25% ของยอดรวมทุกรุ่นในยอดขาย 5 ปีข้างหน้า
สำหรับกลยุทธ์ในการบุกตลาดของเฟอร์รารี่ พอร์โตฟิโน ยังคงใช้การสร้างประสบการณ์ขับจริงหลังพวงมาลัย เพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาสทดสอบสมรรถภาพของรถด้วยตัวเอง และได้ขับไปบนท้องถนนที่ตอกย้ำการใช้เดินทางในชีวิตประจำวัน เปลี่ยนความคิดที่หลายคนอาจกังวลว่าการขับรถสปอร์ตเป็นเรื่องยาก หรือต้องคอยระมัดระวังพื้นผิวถนนต่างระดับ ซึ่งการสัมผัสความรู้สึกหลังพวงมาลัย ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำตลาดของเฟอร์รารี่ทั่วโลกด้วย
นอกจากนี้ เฟอร์รารี่ พอร์โตฟิโน ยังมีไฮไลท์ในการสร้างประสบการณ์หลังพวงมาลัย ด้วยการพาลูกค้าไปทดสอบการขับรถ (Test drive) ในต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดขึ้นที่ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยใช้เวลาถึง 2 วัน ซึ่งยาวนานกว่าการทดสอบในเมืองไทยเพื่อให้ลูกค้าได้ทดสอบและรับรู้สมรรถภาพของรถอย่างเต็มที่ ตลอดจนได้รับความรู้สึกในการใช้รถเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่เฟอร์รารี่อย่างแท้จริง
“หลังจากเฟอร์รารี่ พอร์โตฟิโนเปิดตัวเข้าทำตลาด มีเสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีตั้งแต่ยังไม่เปิดตัวในเมืองไทย มียอดจองเข้ามาเป็นจำนวนพอสมควร โดยจุดเด่นที่ทำให้รถซูเปอร์คาร์รุ่นนี้กระแสร้อนแรง เพราะเป็นรถหรูสปอร์ตที่ได้รับการออกแบบให้มีระดับความสูงจากพื้นเพิ่มขึ้น ไม่โหลดมากนัก ทำให้ลูกค้าไม่ต้องกังวลเรื่องระดับของพื้น หากไปจอดยังสถานที่ต่าง ๆ และที่ลูกค้าชื่นชอบมากคือเป็นรถรุ่นเปิดประทุนหลังคาแข็ง เปิดหลังคาได้ภายใน 14 วินาที ยิ่งหากรวมกับกลยุทธ์ที่ทางบริษัทจะให้ลูกค้าได้ทดลองนั่งหลังพวงมาลัยขับจริง จะทำให้รู้ว่าเป็นรถหรูสปอร์ตที่ขับง่าย และต้องการมีไว้ครอบครองอย่างแน่นอน”
ส่วนกลยุทธ์การทำตลาดที่ขาดไม่ได้คือบริการหลังการขาย โดยบริษัทมีการรับประกัน 3 ปี และบริการซ่อมบำรุง ดูแลรักษา 7 ปี สำหรับรถเฟอร์รารี่ทุกรุ่นทุกคัน ทำให้ลูกค้าสามารถเข้ามาตรวจเช็คสภาพรถได้ทุก 6 เดือน เปลี่ยนน้ำมันเครื่องเมื่อครบ 1 ปี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ และมีบริการ 24 ชั่วโมง(ชม.) และหากลูกค้าประสบปัญหาจากการใช้รถ บริษัทสามารถส่งช่างไปบริการทันทีทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
“การบริการหลังการขายถือเป็นหัวใจสำคัญของบริษัทอย่างมาก และจุดแข็งที่คาวาลลิโน มอเตอร์ ติดต่อกับบริษัทแม่โดยตรง ทำให้สามารถนำผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศที่ประจำอยู่ประเทศสิงคโปร์ บินตรงมาวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้ด้วย”
บริษัทเตรียมขยายศูนย์ซ่อมบำรุงรวมทั้งขยายในเรื่องบุคลากรที่เข้ามาปรับปรุงระบบต่าง ๆ ตลอดจนลงทุนในเรื่องซอฟแวร์ เพื่อนำเทคโนโลยีมาพัฒนาระบบในการดูแลและบริการลูกค้า โดยจะใช้งบลงทุนร่วม50ล้านบาทซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี2561นี้ เพื่อรองรับปริมาณรถที่เพิ่มขึ้น เสริมบริการหลังการขายให้มีประสิทธิภาพและครบวงจรมากขึ้น เช่น เพิ่มจำนวนแท่นยกรถในศูนย์ซ่อม(Hoist) การทำสีรถ การเคาะตัวถังรถ”
สำหรับการบุกตลาดครั้งนี้ บริษัทยังใช้กลยุทธ์การบอกต่อ (Word of Mouth) ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จของบริษัท ที่ทำยอดขายได้ถึง 60% จะมีการจัดโรดโชว์ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย และยังทำกิจกรรมร่วมกับชมรม Ferrari Owner Club Thailand ซึ่งก่อตั้งโดย พ.ต.ท.อภิเนสภ์ พรพิบูลย์ ที่ได้รวบรวมคนที่มีความหลงใหลในเฟอร์รารี่ และเป็นเจ้าของเฟอร์รารี่ ตลอดจนสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายผ่านออนไลน์ทั้ง Instagram Facebook เพื่อสร้างความผูกพัน (Engagement) กับบริษัทและแบรนด์อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม จากแผนการดำเนินงานดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลให้ยอดขายรวมของเฟอร์รารี่รุ่นใหม่ ซึ่งเสริมทัพด้วยรุ่นล่าสุดอย่าง ‘เฟอร์รารี่ พอร์โตฟิโน’ จะมีสัดส่วนยอดขายเพิ่มขึ้น 50% จากรุ่นก่อนโดยจะเข้ามาแทนรุ่น ‘แคลิฟอร์เนีย ที’ ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้ผลิตออกมาสู่ตลาดเมื่อ 5 ปีที่แล้ว และมียอดขายรวมประมาณ 25% ของเฟอร์รารี่ทุกรุ่น โดยในช่วงระยะเวลา 5 ปี (2013-2018) ยอดขายรวมของบริษัทเติบโตขึ้น 100% และจำนวนรถเฟอร์รารี่ในไทยเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปี 2009 เป็นกว่า 700 คันในปัจจุบัน
สัมผัสความสนุก สุดเร้าใจไปกับม้าลำพองตัวใหม่ เฟอร์รารี่ พอร์โตฟิโน (Ferrari Portofino) ได้ที่โชว์รูม คาวาลลิโน มอเตอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-319-6109 หรืออีเมล info@cavallino.co.th หรือเว็บไซต์ www.bangkok.ferraridealers.com
รถไฟฟ้าที่น่าสนใจ...
แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับ " เปิดตัวในไทยแล้ว ‘Ferrari Portofino’ 20.9 ล้านบาท หัวหอก GT ใหม่จากคาวาลลิโน "