
รีวิว 2017 Chevrolet Trailblazer LTZ 4X4 ใหม่ หล่อขึ้นสไตล์มะกัน อัดแน่นเทคโนโลยีเกินใคร
หลังจากที่ทีมงาน 9carthai เราได้ร่วมกิจกรรมทดสอบ 2017 Chevrolet Colorado ใหม่ และภายในงานนั้น สื่อมวลชนหลายคนได้ สอบถามถึงการมาของ 2017 Trailblazer ใหม่ ซึ่งได้รับคำตอบว่ามาในเร็วๆนี้
ภายหลังจากนั้นไม่นานในงาน 2016 Big Motor Sale ที่ผ่านมา ก็ได้เปิดตัวเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งทิศทางการปรับเปลี่ยนของ 2017 Chevrolet Trailblazer ใหม่ ยังคงเป็นในรูปแบบเดียวกับ 2017 Colorado ในส่วนของรูปลักษณ์ทั้งภายนอก (ด้านหน้า) และภายใน รวมถึงขุมพลังที่ตัดเหลือเพียงบล็อก 2.5 ลิตร เท่านั้น
และเมื่อวันที่ 15-16 กย. ที่ผ่านมาทาง 9carthai เราก็ได้รับเชิญจาก Chevrolet Sales ประเทศไทย ร่วมทริปทดสอบ 2017 Chevrolet Trailblazer ใหม่ บนเส้นทาง กรุงเทพฯ – เกาะช้าง
ซึ่งทีมงาน 9carthai เราได้ขับรถ 2017 Chevrolet Trailblazer LTZ 4X4 สีแดง ซึ่งเป็นรุ่นท๊อปสุด หากพร้อมแล้วมารับชมรีวิวกันได้เลยครับ
ภายนอก 2017 Chevrolet Trailblazer ได้มีการปรับรูปลักษณ์ด้านหน้าในแบบเดียวกับ 2017 Colorado หรือ เรียกได้ว่าถอดแบบ Trailblazer Premiere ที่เปิดตัวในงาน Motor Show 2016 เมื่อต้นปีที่ผ่าน
โดยมีรายละเอียด ได้แก่ ไฟหน้าโคมเหลี่ยมแบบมีไฟ DRL ในตัว (น่าเสียดายที่ไม่ใช่ไฟโปรเจ็คเตอร์แบบเดิม) กระจังหน้าใหม่ แผงกันชน รวมไปถึงฝากระโปรงแบบใหม่
ล้ออัลลอยลายใหม่ ขอบ 18” สวมยางไซส์ 265/60R18
ขณะที่บั้นท้ายนั้นยังคงของเดิม
อีกจุดเด่นหนึ่ง ที่ เป็นไปในทางเดียวกับ 2017 Colorado คือ กระจกบานหน้าเปลี่ยนใหม่ให้หนาขึ้นด้วย
โดยรวมกับการออกแบบใหม่นี้นอกจากหล่อขึ้นแล้วยังทำให้ได้ Aerodynamics ดีขึ้น 12% นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงซีลกระจกหน้าต่าง กระจกบังลมหน้า แผงประตู และแนวหลังคาใหม่เพื่อลดเสียงลม กระจกมองข้างถูกปรับปรุงการออกแบบเพื่อขจัดเสียงรบกวน ขณะที่กระจกหน้าต่างซ้ายและขวามีความหนายิ่งขึ้น 10% ทำให้มีความเงียบขณะขับขี่มากกว่าเดิม 8%
นอกจากนี้อีกจุดขาย 2017 Trailblazer ยังเป็นถือเป็นรถรุ่นแรกในตลาดระดับเดียวกันที่มีฟังก์ชั่นรีโมทสตาร์ท ช่วยเปิดแอร์ ให้ห้องโดยสารเย็นสบายได้ก่อนขึ้นรถ
ภายใน เมื่อเปิดประตูคู่หน้า กระจกหน้าต่างจะเลื่อนลงเล็กน้อยแบบรถสปอร์ตลง เพื่อช่วยให้เวลาปิดประตูนั้นทำได้ง่ายยิ่งขึ้น
เมื่อเข้ามาภายใน คุณจะพบภายในห้องโดยสารถูกยกมาจาก 2017 Colorado ใหม่ ทั้งการใช้วัสดุหุ้มหนังแบบพรีเมี่ยม
แผงคอนโซลหน้าติดตั้งจอทัชสกรีนขนาด 8” มาพร้อมระบบ My Link ที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple Car Play มีระบบ Navigation มาด้วยในตัวในรุ่น 4×4 ตัวท๊อปคันนี้
ด้วยการออกแบบสวิทช์แอร์ ปรับให้ใช้งานง่ายขึ้น จากของเดิมที่เป็นแผงวงกลมตรงกลางขนาดใหญ่ดูเทอะทะ
ใต้แผงควบคุมแอร์ จะพบแผงสวิทช์ระบบความปลอดภัย 5 ปุ่ม เริ่มตั้งแต่ เตือนการขับรถออกจากช่องทางจราจร, ปิดระบบ TCS, ไฟ Hazard, HDC, ระบบเซ็นเซอร์ช่วยเตือนการจอดรถ
แผงแดชบอร์ด ปรับปรุงให้สวยงามกว่าเดิมเล็กน้อย มีแสดงข้อมูลแบบ MID ครบถ้วนรวมถึง แถบแสดงผลการขับแบบ ECO จุดเด่น คือ มีฟังก์ชั่น Tire Monitor ให้มาด้วย
พวงมาลัยรูปแบบเดิมปรับ Trim สีเงินเป็นสีดำ สวิทช์ทางด้านขวาเพิ่มปุ่มควบคุมระบบเตือนการชนด้านหน้า
ในรุ่นท๊อป 4 x 4 นี้จะมีปุ่มวงกลม ให้บิดหมุนเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนซึ่งใช้งานง่ายเช่นเดิม
ขณะที่ตัวเบาะหนังทางด้านหน้านั้นปรับไฟฟ้าเฉพาะผู้ขับยังนั่งสบายเช่นเคย เบาะหลัง องศาการนั่งการวางขาโดยรวมทำได้ค่อนข้างดี และมีพื้นที่วางขา และ Head Room เหลือพอสมควร
มีจุดหนึ่งที่ดูจะยังไม่ค่อยแข็งแรงนัก คือ ตัวช่องปรับอากาศด้านหลัง ทรงรูปแบบเดิมที่ยังดูไม่ค่อยแข็งแรงเมื่อบิดจับนัก
เครื่องยนต์ ขนาด 2.5 ลิตร Duramax VGT ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า @3,600rpm แรงบิด 440 Nm@2,000rpm
จับคู่เกียร์ออโต้ 6 Speed ซึ่งได้ปรับปรุงให้ประหยัดน้ำมันขึ้น และผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro4 เช่นเดียวกับ 2017 Colorado ที่ได้ยกเลิกตัว 2.8 ลิตรไป และปรับจูน 2.5 ลิตรให้แรงขึ้น ประหยัดขึ้น เพียงพอกับการใช้งานได้อย่างครอบคลุม
ในเครื่องบล๊อกนี้ได้ติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงรบกวนบริเวณหัวฉีด เพื่อให้ทำงานได้เงียบขึ้น เทรลเบลเซอร์ รุ่นใหม่ล่าสุด ยังมาพร้อมยางรองตัวถัง
สไตล์การขับขี่ก็เป็นเช่นเดียวกับ 2017 Colorado แต่เนื่องจากน้ำหนักตัว แถมเป็นรุ่นขับ 4 ล้อ และนั่งโดยสาร 3-4 คน จึงทำให้การขับขี่ในครั้งนี้นั้นอาจไม่ได้สัมผัสได้ว่าเร่งแรงปราดเปรียวแบบโฉม Pick Up นัก แต่โดยรวมการใช้งานถือว่าแรงทรงพลังและพอเพียงกับการเดินทางแบบครอบครัว การเร่งแซง รถที่ความเร็วเดินทางยังทำได้ดี จากแรงบิดที่ให้เยอะตั้งแต่รอบต่ำ
จุดที่น่าประทับใจในช่วงขับขึ้นเขา ลงทางชันนั้น จะพบว่า ระบบเกียร์มีความชาญฉลาดดี ช่วยลดความเร็วให้ผู้ขับด้วยการทำ E-Brake จากการควบคุมเกียร์ ทำให้ผู้ขับไม่ต้องมาเหยียบเบรกกันลึกจนเกินไป
ด้านอัตราสิ้นเปลืองนั้นกินน้ำมันกว่า 2017 Colorado เล็กน้อย เราทำได้ราว 11 กม./ลิตร จากการเดินทางที่ใช้ความเร็วแทบจะตลอดเส้นทาง รวมไปถึงเร่งแซง เละทางลาดชัน
ระบบบังคับเลี้ยว 2017 Trailblazer ทุกรุ่นจะปรับมาใช้พวงมาลัยแบบไฟฟ้า EPS ซึ่งผ่อนแรงดี เบาคล่องตัว เอาใจคุณผู้หญิงยิ่งขึ้น ในช่วงเคลื่อนตัวและความเร็วต่ำ
แต่ทว่า การตอบสนองในการบังคับ ยังเป็นแบบเดียวกับ 2017 Colorado ระยะฟรีมากไป ทำให้พวงมาลัยยังดูแกว่ง เวลาวิ่งบนพื้นผิวถนนที่ไม่ราบเรียบ ซึ่งแถมด้วยแรงสั่นสะเทือนจากช่วงล่างขึ้นมาจนถึงแฮนด์ลิ่ง การหักเลี้ยวยังดูไม่กระฉับกระเฉง และคมเท่าที่ควร
โดยรวมการขับใช้งานแบบทั่วๆไปแบบรถครอบครัว ไม่ถือเป็นอุปสรรค แต่เมื่อขับด้วยความเร็วต้องจับพวงมาลัยให้มั่น รวมไปถึงการขับขี่ Off-Road ซึ่งในรุ่น 4X4 LTZ คันนี้ที่ปรับเซ็ทช่วงล่างมาให้ตอบสนองการขับได้ดีขึ้น แต่อาจต้องประคองแฮนด์ลิ่ง ในจังหวะขับลุยตามเส้นทางอุปสรรคต่างๆ เสียหน่อย
ระบบกันสะเทือน ช่วงล่างได้มีการปรับปรุงไปในทิศทางเดียวกับ 2017 Colorado เช่นกัน เน้นการยึดเกาะในการขับขี่ ในขณะที่ผู้เขียนได้เป็นผู้ขับพบว่า การนั่งโดยสารนั้น ถือว่า นั่งได้สบายไม่แข็งไม่นิ่มเกินไป การยึดเกาะโดยรวมทำได้ดีพอสมควรกับรถในระดับ PPV เช่นนี้ แต่เมื่อสลับไปนั่งผู้เขียนได้ลองไปนั่งที่เบาะหลัง พบว่า แข็งเอาเรื่องทีเดียวจนต้องขอแอบโดดกลับมานั่งที่เบาะหน้า ซึ่งการสอบถามกับทางทีมวิศวะกร ได้แจ้งว่าอาจจเป็นผลมาจากการเติมลมยางที่ค่อนข้างแข็งด้วยส่วนหนึ่ง แต่โดยรวมแล้วผู้เขียนพบว่า 2017 Trailblazer ใหม่นี้จะเซ็ทอัพออกมาเน้นลุยมากกว่าเดิม
เทคโนโลยีความปลอดภัย 2017 Trailblazer นั้นให้มาอย่างอัดแน่น ระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตา ระบบแจ้งเตือนการจราจรและสิ่งกีดขวางด้านหลัง นอกจากนี้ ยังมีระบบความปลอดภัยทั้งแบบแอคทีฟและแพสซีฟ (ขึ้นอยู่กับรุ่น) ทั้งระบบป้องกันล้อหมุนฟรีทั้งขณะออกตัวและในโค้ง Traction Control System (TCS), ระบบรองรับการเบรกกะทันหัน Panic Brake Assist (PBA), ระบบกระจายแรงเบรก Electronic Brake Force Distribution (EBD), ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Electronic Stability Control (ESC), ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน Hill Descent Control (HDC) ระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางชัน Hill Start Assist (HSA) ระบบรักษาเสถียรภาพขณะลากจูง (Trailer Sway Control) ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ (Anti-Rolling Protection) พร้อมกับถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตลอดจนถุงลมนิรภัยป้องกันหัวเข่าสำหรับผู้ขับขี่
เทคโนโลยีอื่นๆ เช่น ระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร (Lane Departure Warning) ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Alert) ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและหลัง (Front and Rear Parking Assist) ระบบแจ้งเตือนให้คาดเข็มขัดนิรภัย สำหรับผู้โดยสารแถวสอง (Second Row Seat Belt Reminder) และระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง 4 ล้อ (Tire Pressure Monitoring System) นอกจากนี้ ยังมีเซ็นเซอร์ตรวจจับปริมาณน้ำฝน ไฟหน้าเปิด/ปิดอัตโนมัติ กระจกหน้าต่างคู่หน้าเลื่อนลงเล็กน้อยเพื่อช่วยในการปิดประตูให้ง่ายยิ่งขึ้น
สรุป 2017 Chevrolet Trailblazer LTZ 4X4 ใหม่ ได้ปรับปรุงรูปลักษณ์หน้าตาหล่อ ขึ้นแบบรถมะกันแท้ รวมถึงรูปลักษณ์ภายใน ออปชั่นที่ให้มาเต็มอัดแน่นไปจนถึงระบบความปลอดภัย ขณะที่เครื่องยนต์ปรับปรุงขึ้นในทุกด้าน และจุดเด่น คือ เรื่องการเก็บเสียงที่ทำได้ดีมาก
สนนราคาตัวท๊อปขับ 4 คันนี้ 1.479 ล้านบาท หากไม่ได้เอาไปขับ Off-Road เน้นลุยเป็นนิสัยแล้วล่ะก็ 4X2 ก็พอครับ ประหยัดลงมาอีก 1 แสน แต่จะถูกตัด Navi ออกไปด้วย ซึ่งที่จริง คุณสามารถใช้ Navi จาก Smartphone ได้อยู่แล้ว แถม IOS ก็ต่อ Apple Car Play ใช้งานได้เลยด้วย
จุดเด่น
จุดที่อยากให้มีการปรับปรุงเพิ่มเติม
สำหรับราคา 2017 Chevrolet Trailblazer มีทั้งหมด 3 รุ่น 3 ราคาดังต่อไปนี้
ภณ เพียรทนงกิจ Test Driver
ขอขอบคุณ Chevrolet Sales ประเทศไทย สำหรับกิจกรรมทดสอบ 2017 Chevrolet Trailbalzer LTZ 4X4 ในครั้งนี้
รถไฟฟ้าที่น่าสนใจ...
แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับ " รีวิว 2017 Chevrolet Trailblazer LTZ 4×4 ใหม่ หล่อขึ้นสไตล์มะกัน อัดแน่นเทคโนโลยีเกินใคร "