
รีวิว Kawasaki Ninja 400 ใหม่ สัมผัสสปอร์ตคันใหม่ ตัวตายตัวแทน Ninja 300 ในสนาม ต้น-กลางจัดจ้านขึ้น แต่เบาคล่องกว่าเดิม
หลังจากที่ Kawasaki ได้เซอร์ไพรส์ เปิดตัว 2018 Ninja 400/ Ninja 250 ใหม่ ที่งาน Tokyo Motor Show 2017 เมื่อช่วงปลายเดือน ตค. ที่ผ่านมานั้น ทาง Kawasaki Motors Enterprise ก็ไม่รีรอได้เปิดตัวทั้ง 2 โมเดลอย่างเป็นทางการในประเทศไทยที่งาน Motor Expo 2017 เช่นเดียวกัน
และในวันที่ 1 ธค. ที่ผ่านมาทาง Kawasaki Motors Enterprise ได้จัดกิจกรรมทดสอบให้กับบรรดาสื่อมวลชนสายมอเตอร์ไซค์ของไทยได้ทดลองเจ้า Ninja 400 เป็นครั้งแรก ณ สนาม Impact Speed Park ซึ่งทางสื่อ 9carthai ของเราได้รับเกียรติในการเข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย ทางเราจึงขอมา รีวิว Kawasaki Ninja 400 ใหม่ นี้ แบบสัมผัสแรก กันในสนามกันดีกว่าครับ
สำหรับการรีวิว KAWASAKI Ninja 400 ในครั้งนี้ เราขอเข้าเรื่องที่การสัมผัสตัวรถในช่วง 12 นาที สั้นๆ บนสนาม Impact Speed Park ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของการจัดทดสอบรถจักรยานยนต์ในสนาม Go Kart แห่งนี้
หลายคนที่อาจจะสงสัย หรือเคยสอบถามเข้ามาก่อนที่ Kawasaki จะเปิดตัว Ninja 400 ซึ่งในขณะนั้น ต่างพูดถึงกันว่า All Ninja 300/250 ใหม่ น่าจะมีการปรับโฉมในสไตล์ Sport Replica เหมือนอย่างค่ายปีกนก รวมไปถึงทางค่ายส้อมเสียงที่มีข้อมูลมาว่าจะผลิตโมเดลใหม่ในทิศทาง Sport Replica เช่นเดียวกัน ทำให้หลายคนต่างคิดว่ายักษ์เขียวจะมาแนว ZX-3R, ZX-25R หรือไม่ แต่ในวันนี้ได้ชี้ชัดแล้วว่า พวกเขาเลือกที่จะฉีกรูปแบบดังกล่างออกไป ให้แตกต่างโดยเป็นค่ายแรกที่เพิ่มพิกัดหนีขึ้นไปเป็น 400cc สำหรับรถในระดับ Sport Entry
ทางทีมงาน 9carthai เราได้ยิงคำถามทีม R&D ของญี่ปุ่นไปว่าทำไมพวกเขาจึงเลือกอัพ cc แทนการใส่ออปชั่นมาในสไตล์ Sport Replica เราได้คำตอบกลับมาอย่างเรียบง่ายว่า “Kawasaki ต้องการเพิ่มความเร็วความแรงให้กับรถรุ่นนี้” เราจึงตีความได้ว่าพวกเขาต้องการให้รถตระกูล Ninja นั้นแรงทรงพลังกว่ารถคันอื่นในตลาดระดับเดียวกัน จึงใช้วิธีการเพิ่ม cc แทนยัดออปชั่น ซึ่งผมว่าทิศทางและเป้าหมายในการรุกตลาดชัดเจนดีครับ “ถ้าคุณต้องการความแรงในรถระดับ Sport Entry คำตอบคุณคงต้องเป็น Ninja”
มาเริ่มกันที่ สัมผัสแรกในเรื่องของท่านั่งทันทีที่คร่อม Ninja 400
แม้ว่า KAWASAKI Ninja 400 มีความสูงเบาะ 785 มม. เท่ากันกับ Ninja 300 เดิม แต่การดีไซน์ให้เบาะที่แคบลงจึงทำให้ผู้ขี่เหยียบได้เต็มเท้ามากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าสะดวกแก่ผู้ที่มีสรีระไม่สูงนัก แถมตัวเบาะหนาขึ้นกว่าเดิม 40 มม. เรียกได้ว่านุ่มก้น นั่งสบายกว่าเดิมถ้าขี่นานๆ ไม่มีปวดเมื่อย
แน่นอนว่า ท่านั่งโดยรวมจะไม่ใช่ Sport Replica เหมือนตระกูล ZX มันยังคงความสบาย เหมาะแก่การใช้งานในชีวิตประจำวัน จากแฮนด์ที่ไม่ต้องก้มให้เมื่อยหลังนัก และพักเท้าที่เยื้องไปทางด้านหน้าไม่ต้องงอเข่าให้ปวดข้อกันเวลาขี่
ขณะที่น้ำหนักตัวเบาลงกว่าเดิม รวมไปถึงความกว้าง และความยาวรถ ที่มีขนาดสั้นลงกว่าเดิม ระยะฐานล้อก็สั้นลงเช่นเดียวกัน
นั่นจึงทำให้ตัวรถดูกระชับและมีความคล่องตัวในการควบคุมดีขึ้นมาก พลิกเลี้ยวได้ง่าย
ด้านถังน้ำมันขนาดเล็กลงเหลือเพียง 13 ลิตร จากเดิม 17 ลิตร ทำให้ช่วงลำตัวดู Slim กว่าเพื่อนๆ พิกัด 250-300cc ทั่วไป อย่างไรก็ดีทาง Kawasaki เคลมว่าน้ำมันเต็มถังวิ่งได้ 350 กม. ถือว่าวิ่งออกทริปได้แบบยาวๆ หายห่วง และอัตราสิ้นเปลืองไม่ได้หนีจากเดิมมากนัก
เริ่มต้นในการขี่จริงเจ้า Ninja 400 บนสนาม Impact Speed Park แห่งนี้ แม้จะเป็น Track Go Kart ที่ได้ลองกันแบบ Loop สั้นๆ แต่เราก็มีโอกาสได้กระแทกคันเร่งกันแบบเต็มๆ ไปถึง Redline เช่นเดียวกัน
บีบคลัทช์ออกตัว น้ำหนักคลัชท์ดูเบาลงกว่าเดิมเล็กน้อย เมื่อเปิดคันเร่ง อัตราเร่งช่วงต้น-กลาง นั้น มาไวแบบน่าประทับใจ แม้ Redline จะอยู่ที่ 12,000rpm แต่ลากคันเร่งไปไม่นานก็เข้าช่วง Redline อย่างรวดเร็ว ขึ้นพรวดมาไว รอบเครื่องตื้อเร็วเช่นเดียวกัน จนแอบรู้สึกว่ามาไว หมดไว อารมณ์ใกล้เคียงตัว 650cc เลยแฮะ (Ninja 650 Redline@10,000rpm) เรียกได้ว่า Ninja 400 ใหม่ คันนี้ไม่ใช่พวกที่ต้องเค้นเอาแรงเน้นรอบจัดจ้านแบบ Ninja 300/250 โฉมเก่า
ขณะที่ Slipper Clutch ชุดใหม่ ก็ทำหน้าที่ได้ดีเช่นเคย ช่วง Engine Brake จากเกียร์ 3 ลดลงมาเกียร์ 2 พบว่า ล้อหลังอาจมีจังหวะ Slip เบาๆ แต่เมื่อเบิิ้ลคันเร่งทิ้ง อาการเหล่านั้นก็ลดลงจนแทบจะหมดไป ซึ่งถือว่าการทำหน้าที่ของ Slipper Clutch ชุดใหม่นี้ ช่วยอย่างมากในการขี่ใน Track ที่ได้ใช้กำลัง Engine Brake ดึงชะลอความเร็วก่อนเข้าโค้งเช่นนี้
ในรอบแรกของการทดสอบ ผู้เขียนลองใช้เกียร์ 2 ในการเข้าโค้งในแต่ละจุด บน Track Go Kart แห่งนี้ แต่กลับพบว่ารอบเครื่องมันตื้อตึงมือเกินไป สัก 2 รอบถัดมา ลองใช้เกียร์ 3 เข้าโค้ง เน้นเบรกให้หนักขึ้น พบว่าประสิทธิภาพเบรกนั้นดีขึ้นจากการหันมาใช้ปั๊มเบรกตัวเดียวกับรุ่นพี่ Ninja 650 ทั้งหน้า-หลัง จาก Nissin แม้จะเป็นจานดิสก์เดี่ยวก็ตาม Ninja 400 มันชะลอความเร็วได้ดีเหมาะสมกับกำลังเครื่องที่มี น้ำหนักแม่ปั๊มดูแน่นมือมีกำลังในการชะลอความเร็วได้ดีขึ้น
ต่อด้วยการเดินคันเร่งที่เกียร์ 3 ในโค้ง พบว่ามันเดินได้เนียนยิ่งขึ้น มีกำลังเหลือเฟือในการเปิดคันเร่งออกโค้งไปได้แบบสบายๆ หลังจากนั้นผู้เขียนจึงใช้เกียร์ 3 เข้าโค้งขี่กันแบบสบายๆ ไม่ต้องเครียด พอมีโอกาสขึ้นเกียร์ 4 ในช่วงทางตรงยาวของ Track สั้นๆ
สำหรับระบบช่วงล่าง นั้น Ninja 400 ให้แกนโช้กใหญ่กว่าเดิมขึ้นมาที่ 41 มม. ทำให้การซับแรงและช่วงเบรกจุ่มหนักๆ ดูมั่นคงยิ่งขึ้น แฮนด์ลิ่งไม่ดูโหวงเหวง สะบัดในช่วงเปิดคันเร่งออกหนักๆ
ขณะที่อีกจุดที่น่าประทับใจเลย คือ Ninja 400 อัพไซส์ยางหลัง หน้ากว้างขยับขึ้นมาเป็น 150 มม. จาก Ninja 300/250 เดิมที่ให้มา 140 มม. ถือได้ว่าเหมาะสม การเข้าโค้งหน้าสัมผัสมีเยอะขึ้น ทำให้การเทโค้งดูดีกว่าเดิม เทเลี้ยวโค้งดูง่ายขึ้น และยิ่งขนาดตัวรถที่เล็กลงและสั้นลงกว่าเดิมอีก ทำให้การเข้าโค้งใน Track ขนาดเล็กที่ต้องการความคล่องตัวอย่าง Impact Speed Park แห่งนี้ ขี่ได้สนุก และโชว์ความพร้ิ้วของเจ้า Ninja 400 คันนี้ออกมาได้เป็นอย่างดี
สรุป
เบื้องต้น รีวิว KAWASAKI Ninja 400 ใหม่ แบบ 1st Impression ครั้งนี้ ทำให้เรารับรู้ได้ว่าตัวรถเบาช่วยให้การควบคุมรถดีขึ้น พริ้วคล่องตัว และมันยังเพิ่มความสบาย เอื้อเฟื้อต่อผู้ขี่มากกว่าเดิมด้วย
นอกจากนั้นขุมพลังแรงกว่าเดิมชัดเจน ทอร์คหนักตั้งแต่รอบต้น-กลาง เรียกได้ว่าการทดสอบเบื้องต้นเพียง 12 นาที นี้ช่วยให้เราพอจินตนาการภาพได้ว่า ถ้าใช้งานในเมืองมันน่าจะคล่องตัว, เร่งแซงได้ทันใจเหมาะแก่เป็นรถ Everyday Bike ขี่ใช้งานจริงได้ และมันยังขี่สนุก พร้อมออกทริปไปได้แบบสบายๆ ด้วยเช่นกัน
ภณ เพียรทนงกิจ Test Driver
สุภิญญา ชำนาญกุล Photo
ขอขอบคุณ Kawasaki Motor Enterprise
ขอบคุณภาพเพิ่มเติมจาก The Bank, และ พี่ TopsaVage ครับ
รถไฟฟ้าที่น่าสนใจ...
แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับ " รีวิว Kawasaki Ninja 400 ใหม่ สัมผัสสปอร์ตคันใหม่ ตัวตายตัวแทน Ninja 300 ในสนาม ต้น-กลางจัดจ้านขึ้น แต่เบาคล่องกว่าเดิม "