
รีวิว Nissan X-Trail Hybrid 2.0V 4WD SUV ไฮบริดราคาโดนใจ
เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 58 ที่ผ่านมา ทาง นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ได้เปิดตัว NISSAN X-TRAIL HYBRID รถยนต์นั่ง SUV Hybrid คันแรกในประเทศไทย และนับเป็นรถยนต์ Nissan Hybrid คันแรกที่วางจำหน่ายในไทยด้วยเช่นกัน
ซึ่งการเปิดตัวในครั้งนี้นับเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ของรถยนต์ Hybrid ในประเทศ เพราะราคาของรถยนต์ X-Trail Hybrid นั้น เรียกได้ว่าน่าจับต้อง เพราะ มีด้วยกัน 3 รุ่น 2.0S 2WD ราคา 1,304,000 บาท 2.0E 2WD ราคา 1,379,000 บาท และรุ่นท๊อป 2.0V 4WD ราคา 1,450,000 บาท ที่ 9carthai เราได้มีโอกาสมารีวิวให้แฟนๆ รับชมกันในคันนี้
ซึ่งดูจากราคาแล้วจะแพงกว่า X-Trail รุ่น 2.0 อยู่ในช่วง 5.8-6.6 หมื่นบาท ถือได้ว่าเป็นรถ SUV ที่มาพร้อมเทคโนโลยีและออปชั่น ซึ่งน่าจับต้องไม่น้อยเลย
นอกจากนี้ Nissan X-Trail Hybrid ยังได้รับการการันตีรางวัล ในประเทศญี่ปุ่นถึง 2 สถาบัน ได้แก่ Japan Car of The Year 2015-2016 และ RJC 2016 อีกด้วย
รูปลักษณ์ภายนอก X-Trail Hybrid 2.0V คันนี้ ได้ใช้พื้นฐานออปชั่นมาจากรุ่น 2.0V แต่มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดเพิ่มเติมเล็กน้อย
โดยการใช้ขอบสีฟ้าที่ด้านในกระจังหน้าโครเมียม
ขอบสีฟ้าที่ชายกันชนหน้า
และเส้นสีฟ้าที่ด้านล่างประตูหลัง +
ติดตั้งโลโก้ Pure Drive Hybrid ที่ประตูหลัง และด้านข้างประตูคู่หน้า
เสาอากาศบนหลังคารถเปลี่ยนเป็นแบบ Shark Fin
สำหรับรายละเอียดอื่นๆ ยังใช้ ไฟหน้าโปรเจ็คเตอร์พร้อมไฟ DRL แบบ LED ในตัว
ไฟท้ายแบบ LED
ประตูท้ายเปิด-ปิดไฟฟ้าที่มาพร้อมระบบ Auto-Lift Gate
ราวหลังคา
สปอยเลอร์หลังพร้อมติดตั้งไฟเบรกดวงที่ 3
กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวในตัว และ Heated Mirror
ล้ออัลลอย 17” สวมยางไซส์ 225/65 R17
ด้านมิติตัวรถ X-Trail Hybrid มีความ ยาว x กว้าง x สูง = 4,640 x 1,820 x 1,710 มม. มีระยะฐานล้อ 2,705 มม.
มีน้ำหนักตัว 1,665 กก. ในรุ่น 2.0V 4WD คันนี้ (หนักกว่า 2.5V 4WD 27 กก.) ซึ่งการที่มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเพิ่มเข้ามาทำให้รถหนักขึ้นถึง 60 กก.
ภายในห้องโดยสาร เมื่อเปิดประตูเข้ามาด้วยระบบ Keyless ผ่านปุ่มที่มือจับประตู จะพบการตกแต่งห้องโดยสารใช้วัสดุหนังสีดำ ซึ่งพบในรุ่น 2.0V และ 2.5 V ให้อุปกรณ์ภายในที่เหมือนๆ กัน แต่ตัดหลังคา Panoramic Sunroof และที่นั่งตอน 3 ออกไป ส่วนอื่นๆ ก็ยังคงมีเหมือนเดิม
Trim คอนโซลหน้าและแผงประตูข้าง ตกแต่งด้วยลายเคฟล่า พวงมาลัย 3 ก้าน รูปทรงเช่นเดียวกับ Teana มาพร้อมปุ่ม Multifunction ที่ใช้ควบคุมเครื่องเสียง และสวิทช์ Cruise Control ร่วมกับปุ่มควบคุมจอ MID และรับโทรศัพท์ผ่าน Bluetooth,
เครื่องปรับอากาศแบบ Dual-Zone พร้อมแอร์ตอนหลัง, เครื่องเสียงหน้าจอ 7” นิ้ว รองรับ Multimedia แทบทุกระบบ CD/MP3/AUX พร้อมระบบนำทาง ซึ่งแอบคีย์จุดหมายค่อนข้างลำบาก โดยกำลังเครื่องเสียงถูกส่งผ่านลำโพงทั้งสิ้น 6 ตำแหน่ง
สำหรับ Hybrid คันนี้ที่นั่งแถว 3 ถูกถอดออก เพื่อเป็นที่พื้นเก็บแบตเตอรี่ และเอาไว้วางสัมภาระ ซึ่งในส่วนนี้ต้องบอกเลยว่า แทบไม่รู้สึกว่าพื้นที่ในการเก็บสัมภาระแคบลงแต่อย่างใด
ในส่วนของแผงแดชบอร์ดนั้น จะพบว่ามีหน้าจอที่บอกสเตตัสการทำงานของระบบไฮบริดเพิ่มเข้ามาเป็นศึกษากันเพิ่มเติมอีกด้วย
ด้านขวามือของพวงมาลัยมีแผงสวิทช์ควบคุม ประกอบไปด้วย ปุ่ม ECO, ปุ่มเปิด-ปิดฝากระโปรงท้าย, ปุ่มควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว และปุ่มสัญญาณ
ที่ใต้แผงเกียร์จะพบปุ่มระบบขับเคลื่อน 4x4i และ HDC
สำหรับการนั่งขับขี่เดินทางไกลนั้น เบาะนั่งแบบ Spinal Support Seat ทางฝั่งผู้ขับปรับระดับด้วยไฟฟ้าปรับ 6 ทิศทาง พร้อมตัวดันหลัง (ด้านผู้โดยสารตอนหน้าจะเป็นไฟฟ้าปรับได้ 4 ทิศทาง) นั้นถือว่านุ่มและกระชับพอตัว
ขณะที่ตำแหน่งวางขาตอน 2 ก็สไลด์ปรับได้ โดยมีพื้นที่วางขาเหลือเฟือกว้างขวางนั่งได้อย่างสะดวกสบาย
แต่เราพบจุดที่ติดขัดบ้าง คือ ปุ่มเลื่อนกระจกมองข้างที่ดูจะติดข้อมือ ขณะจะกดลงเพื่อรับบัตรจอดรถ หรือ จ่ายค่าทางด่วน เพราะ ต้องคอยเลื่อนลดแขนลงมา หรือ หักข้อมือลงเพื่อจะได้กดปุ่มกระจกได้อย่างสะดวก และตำแหน่งวางแก้วน้ำที่อยู่ด้านล่างคันเกียร์ซึ่งหากวางแก้วในตำแหน่งนี้ สะดวกต่อการหยิบใช้จริง แต่เวลาเข้าเกียร์ก็อาจจะติดข้อมือได้เช่นกัน
ระบบขับเคลื่อน Pure Drive Hybrid ลูกผสมเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร ที่ถูกวางในรุ่น X-Trail 2.0 ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ Direct Injection 4 สูบ ให้กำลัง 144 แรงม้า PS@6,000rpm และมีแรงบิด 200Nm@4,400rpm
จับคู่มอเตอร์ไฟฟ้า มีกำลัง 41 แรงม้า PS และแรงบิด 160Nm ซึ่งเก็บประจุในแบตเตอรี่ Li-ion ขนาดเล็ก ซึ่งเมื่อรวมกำลังทั้งระบบ Hybrid จะมีกำลังที่ 179 แรงม้า PS ซึ่ง Nissan กล้าเคลมในส่วนแบตเตอรี่ไฮบริดนี้รับประกันเพิ่มนานถึง 10 ปี ใครกังวลเรื่องแบตเตอรี่ไร้กังวลหายห่วง
โดยส่งกำลังผ่านเกียร์ X-Tronic CVT พร้อม Manual Mode 7 Speed ซึ่งสามารถ Shift เปลี่ยนเกียร์+ – ได้ที่คันเกียร์ ข้อดีของ X-Trail Hybrid คือ มันใช้เกียร์ตัวเดียวกับรุ่น X-Trail รุ่นปกติ ไม่ใช่ E-CVT แบบไฟฟ้า เหมือนอย่าง Hybrid ญี่ปุ่นอีก 2 ค่าย ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ และแน่นอนการใช้เกียร์ X-Tronic CVT ลูกเดิมจึงช่วยลดต้นทุนของ การเซ็ทอัตราทด รวมไปถึงอัตราทดเฟืองท้ายนั้น เป็นเช่นเดียวกับรุ่นเครื่องยนต์ 2.0
ทันทีที่กดปุ่ม Push Start เครื่องยนต์จะยังไม่ติด แต่ระบบรถติดขึ้นแล้วด้วยแบตเตอรี่ (เมื่อประจุมีเพียงพอ) แน่นอนมันแทบไม่มีเสียงใดๆ รบกวนเข้ามาในห้องโดยสารจนกว่าเครื่องยนต์จะติดขึ้น
การขับขี่นั้นด้วยความที่ X-Trail Hybrid คันนี้ เป็นแบบคลัชท์คู่ที่จะมาตัดต่อระหว่างกำลังจากเครื่องและมอเตอร์ไฟฟ้า โดยส่งกำลังผ่านเกียร์ X-Tronic CVT ที่เน้นความนุ่มนวล นั่นจึงทำให้ความรู้สึกในด้านความแรงจากการกระชากนั้น แทบไม่มีมาให้สัมผัส แต่จะสังเกตุได้จากอาการของตัวรถที่พุ่งไปข้างหน้าอย่าวรวดเร็ว ราวกับลอยลำขึ้นอย่างเนิบๆ แต่ต่อเนื่อง
แต่ทว่าหากขับด้วยเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว นั่นให้ความรู้สึกไม่แตกต่างจากการขับรุ่น 2.0 เลย นั่นจึงพบว่าหากขยี้คันเร่งลง เพื่อเคียดเค้นกำลังเครืองสูงสุดทั้งหมดออกมา พร้อมแรงบิด นั่นทำให้รถที่หนักกว่า 1.7 ตัน คันนี้ ทะยานไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว แต่ต้องยอมรับในบางช่วงจังหวะ อย่างเช่นการไต่ขึ้นเขาบนทางชันที่ในบางครั้งเครื่องยนต์ทำงานเพียงอย่างเดียวก็ยังให้ความรู้สึกอุ้ยอ้ายเล็กน้อย
น่าเสียดายที่คันนี้ไม่มีปุ่ม EV Mode ให้ลองขับเล่นจริง ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว เราต้องอาศัยช่วงออกตัวแบบใช้คันเร่งคงที่ หรือ การขับรถลอยลำ แล้วยกคันเร่งในบางจังหวะไฟ EV จึงติดขึ้น แต่ก็ติดได้เพียงไม่นาน การทำงานของเครื่องยนต์ก็เจ้าเข้ามาผสมผสานอยู่ต่อเนื่อง
การวิ่งด้วย EV Mode ที่ความเร็วระดับ 120 กม./ชม. นั้น เราพบว่า มันทำได้จริง ซึ่งต้องเป็นจังหวะที่ขับมาด้วยคันเร่งคงที่แล้ว ยกคันเร่งเล็กน้อย (ยกไหล) นั่นจึงจะติด แต่ถ้าคุณพยายามจงใจขับให้มันเป็น EV Mode ที่ความเร็วระดับนี้นั้น มันจะทำได้เพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น
ลองกดปุ่ม ECO ใช้ดู หน้าจอแดชบอร์ดจะเปลี่ยนสีเป็นสีเขียว พร้อมการตอบสนองของเครื่องยนต์ จะช้าลงเล็กน้อย คันเร่งจะดูแข็งขึ้น และพบว่าระยะหน่วงในการใช้ EV นั้นจะนานขึ้นอีกนิดหนึ่ง ซึ่งก็น่าจะช่วย Save อัตราสิ้นเปลืองได้อีกระดับหนึ่ง
เราได้มีโอกาสทดสอบวัดอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. สามารถทำได้ในเวลา 9.66 วินาที ผ่าน OBD II Bluetooth
ด้านอัตราสิ้นเปลืองยังพบว่าการขับใช้งานจริง ทั้งในเมืองและนอกเมือง จะทำได้จริงที่ราว 14 กม./ลิตร หากขับแบบเน้นรีดเค้นสมรรถนะ หรือมีการจราจรติดขัดมากยิ่งขึ้น ตัวเลขจะตกลงไปที่ระดับ 12 กม./ลิตร
ระบบขับเคลื่อน 4x4i อัจฉริยะ มีให้เลือกบิด 2WD, AUTO และ LOCK ซึ่งโดยปกติ แนะนำให้ค้างไว้ที่ตำแหน่ง 2WD เพื่อบังคับการขับเคลื่อนเพียง 2 ล้อหน้า สำหรับ AUTO รถจะคำนวณกำลังให้ตามความเหมาะสม ในการส่งกำลังไปยังแต่ละล้อเพื่อสมดุลย์ในการขับขี่มากที่สุด ซึ่งเราสามารถดูได้จากหน้าจอ MID เมื่อรถส่งกำลังไปยังล้อด้านหลัง เมื่อถึงคราวจำเป็น
ขณะที่โหมด LOCK จะเป็นการบังคับระบบขับ 4 ล้อแบบ 4Lo ซึ่งต้องการกำลังในการปีนป่ายทางขรุขระ หรือ ลูกลัง
ระบบบังคับเลี้ยว พวงมาลัยผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า EPS พร้อม Speed Sensor มีรัศมีวงเลี้ยว 5.6 ม.
ใน X-Trail Hybrid คันนี้ยังคงอาการเดิมเช่นเดียวกับรถ Nissan หลายๆรุ่น คือ พวงมาลัยเบาหวิว ไร้น้ำหนัก ในขณะรถหยุดนิ่ง ซึ่งข้อดีคือ ช่วยให้สาวพวงมาลัยจอด หรือ หักเลี้ยววงแคบ กลับรถ ทำได้ง่าย สะดวกเบามือ แต่เมื่อออกตัวด้วยอัตราเร่ง จะพบว่าพวงมาลัยกลับไม่มีน้ำหนักและระยะฟรีสูง ซึ่งดูไม่ค่อยจะมั่นคงเอาเสียเลย ร่วมกับ พวงมาลัยยังไม่มีการคืนวงเลี้ยวด้วย แม้ว่าที่ความเร็วสูงขึ้น พวงมาลัยจะหนืด และเริ่มปรับน้ำหนักให้เหมาะสมกับความเร็วที่เพิ่มมากขึ้นก็ตาม
ระบบกันสะเทือน ช่วงล่างแบบอิสระ 4 ล้อ ด้านหน้าแม็กเฟอร์สัน ด้านหลังมัลติลิงก์ ได้มีการปรับเซ็ทในส่วนของโช้คอัพเพิ่มเติมในรุ่น Hybrid เพื่อรองรับแบตเตอรี่ทางด้านท้าย
การขับขี่รู้สึกได้ถึงความหนึบแน่นขึ้นทางด้านท้าย ซึ่งช่วยให้การขับขี่บนทางโค้งมั่นใจยิ่งขึ้น การโคลงตัวน้อยลง ทำให้รู้สึกสนุกกับการเข้าโค้งมากกว่าเดิม
ขณะที่ความสบายในการโดยสาร ยังคงทำได้ดี ไม่นิ่ม ไม่แข็งจนเกินไป ซึ่ง X-Trail Hybrid ใหม่ นี้ยังมอบได้ทั้งความสนุกมั่นใจในการขับขี่ และความสบายแก่ผู้โดยสาร
ระบบเบรกแบบดิสก์ 4 ล้อ พร้อมช่องระบายความร้อน ให้ความรู้สึกแตกต่างจากเบรก อื่นๆ ทั่วไปโดยชัดเจน จังหวะในการแตะลงน้ำหนักเบรก มี 2 จังหวะ ช่วยให้การเหยียบเบรกลงน้ำหนักเท้านั้นทำได้อย่างนิ่มนวล แต่เราพบว่าเบรก นั้นยังดูไม่หนึบแน่นเท่าที่ควรนัก ซึ่งควรเผื่อระยะเบรก หรือ ยกคันเร่งออกไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อจะได้เบรกได้อย่างนุ่มนวล และปลอดภัย
ด้านระบบความปลอดภัย ที่ถือเป็นจุดขายของ X-Trail ทุกรุ่นนั่นก็คือ Advance Chassis Control ซึ่งประกอบไปด้วย ระบบช่วยลดการโยนตัวบนทางขรุขระ ARC, ระบบช่วยลดความเร็วขณะถอนคันเร่งหรือเข้าโค้ง AEC, ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง, ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน HSA และ ระบบช่วยชะลอความเร็วขณะลงทางชัน HDC
นอกจากนี้อุปกรณ์มาตรฐานด้านความปลอดภัยคุ้มค่าเกินใคร อาทิ ระบบเบรก ABS, EBD, BA, ถุงลมคู่หน้า และด้านข้าง, กุญแจ Immobilizer และสัญญาณกันขโมย, ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว VDC, ระบบป้องกันการลื่นไถล ABLS, กล้องมองภาพแบบรอบทิศ AVM
สรุป
Nissan X-Trail Hybrid แม้จะเป็นรถยนต์ SUV ที่มีระดับราคาใกล้เคียงกับ SUV ญี่ปุ่นในตลาดคันอื่นๆ แต่ต้องไม่ลืมว่านี่คือ เทคโนโลยี Pure Drive Hybrid จากนิสสันเป็นคันแรกที่จำหน่ายในไทย แม้อัตราสิ้นเปลืองจะยังดูดีกว่าเครื่องยนต์ 2.0 อยู่เล็กน้อย แต่ภาพรวมด้านพละกำลัง แรงเหลือเฟือมาตามสั่งซึ่ง เทียบความแรงกับอัตราสิ้นเปลือง และออปชั่นต่าง เมื่อเทียบกับราคาแล้ว เรายังขอสรุปว่ามันเป็นรถ SUV ที่น่าโดนที่สุด ณ ขณะนี้ สมกับการได้รับรางวัลในญี่ปุ่นทั้ง 2 สาขา Japan Car of The Year และ RJC
สำหรับผู้ที่กลัวเรื่องของการประกันในส่วนของระบบแบตเตอรี่ ทางนิสสันการันตี พร้อมรับประกันแบตเตอรี่ 10 ปี ขณะที่การรับประกันตัวรถยังอยู่ที่ 3 ปี หรือ 1 แสน กม. เช่นเดียวกับ X-Trail รุ่นปกติ
ภณ เพียรทนงกิจ Test Driver
ขอขอบคุณ Nissan Motors ประเทศไทย สำหรับรถ Nissan X-Trail Hybrid 2.0V 4WD ราคา คันนี้ 1.45 ล้านบาท
รถไฟฟ้าที่น่าสนใจ...
แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับ " รีวิว Nissan X-Trail Hybrid 2.0V 4WD SUV ไฮบริดราคาโดนใจ "