
Proton Suprima S ถิอเป็นรถยนต์ไฮไลท์ประจำบูธโปรตอนในงาน Motor Expo 2013 เป็นการแสดงให้เห็นว่าโปรตอนยังเดินหน้าทำตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในปีนี้ ตลาดรถยนต์นั่งในประเทศไทยมีการหดตัว
Proton Suprima S เป็นรถยนต์ Hatchback 5 ประตูสไตล์สปอร์ตเช่นเคยที่ได้อิทธิพลการออกแบบและตกแต่งมาจาก Lotus สีของตัวรถที่ใช้สื่อสารการตลาดในไทย คือสีน้ำเงิน ไม่ซ้ำใครในตลาด
ไฟหน้า ไฟเดย์ไทม์ และไฟตัดหมอก
ไฟท้าย LED เป็นแนวเส้น คล้ายหลอดดูดน้ำสีแดง ไฟเบรคแบบหลอดไส้
กล้องมองหลัง
ฝาท้ายแบบเปิดด้วยรีโมต
Sensor กะระยะที่กันชนทั้งด้านหลังและด้านหน้าตัวรถ (เฉพาะรุ่นพรีเมียม)
กระจังหน้าแบบรังผึ้งและไฟหน้า ได้อารมณ์สปอร์ตสุดๆ
ห้องโดยสารตกแต่งสีดำเงิน หลังคาสีเทาอ่อน
พวงมาลัย 3 ก้านที่ออกแบบผิวสัมผัสและรูปทรงได้เหมาะสมน่าใช้งานกว่าเดิม
พวงมาลัยจับกระชับมือ ไม่ลื่นเหมือนรุ่นก่อน พร้อมปุ่มสั่งงานทั้งสองข้างของพวงมาลัย
มาตรวัด อารมณ์ตัวเลขสไตล์สปอร์ต
มีที่วางแขนสำหรับผู้โดยสารตอนหน้า
เบาะหนังสีดำเข็มขัดนิรภัยไม่ค่อยเกะกะเท่าไร พนักพิงศีรษะปรับสูงต่ำได้ 2 ที่นั่งตอนหลัง พร้อมที่วางแขนตรงกลาง
ปุ่ม Start / Stop เครื่องยนต์อยู่ในตำแหน่งที่กดได้ง่าย
Cruise control
Airbag 6 จุด
Paddle shift ขับสนุก
ชุดเครื่องเสียงและระบบนำทาง จอใหญ่ สัมผัสง่าย เป็นระบบปฏิบัติการ Android เหมือน Tablet
เบาะคนขับ พับและปรับสูงต่ำได้
วัสดุที่ใช้ทำเบาะนั่ง เห็นการพัฒนาอย่างชัดเจนสำหรับโปรตอน
นอกจากวางแขนได้แล้ว ยังมีที่วางแก้วน้ำสองใบสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
ที่วางแก้วน้ำหรือขวดน้ำบริเวณสำหรับผู้ขับและผู้โดยสารตอนหน้าก็มีเช่นกัน อยู่ตรงกลางใกล้เกียร์และเบรคมือ
เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุดที่ 138 แรงม้า ที่ 5,000 รอบต่อนาที แรงบิด 205 นิวตันเมตร ที่ 2,000-4,000 รอบต่อนาที
รายละเอียดเพิ่มเติม
ซูพรีมา เอส มาจากรากศัพท์คำว่า “ซูพรีม” (สุดยอด) โดยสะท้อนความเหนือระดับด้านวิศวกรรม ความปลอดภัย และสมรรถนะ ที่ผสานกันเป็นแฮทช์แบคคันนี้
Proton Suprima S มีจำหน่าย 2 รุ่น คือ Executive และรุ่น Premium มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุดที่ 138 แรงม้า ที่ 5,000 รอบต่อนาที แรงบิด 205 นิวตันเมตร ที่ 2,000-4,000 รอบต่อนาที และระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT 7 สปีด เพิ่มสรรถนะการขับขี่ด้วยเทคโนโลยี LOTUS RIDE and Handling
ภายนอกออกแบบมาให้ตอบสนองความต้องการของชีวิตทันสมัย โดยเป็นแฮทช์แบคทรงสปอร์ต มั่นใจทุกการขับขี่ด้วยพวงมาลัยที่ตอบสนองได้รวดเร็วเท่าที่ใจต้องการ ระบบช่วยรถออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน โฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้าแบบโปรเจ็กเตอร์ มาพร้อมกับไฟ Day Time Running Light กระจกมองข้างปรับด้วยไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED ไฟตัดหมอก สะกดทุกสายตาด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด215/45/R17 และยังเพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยชั้นเยี่ยมมากมาย ได้แก่ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยข้างเบาะโดยสารคู่หน้า ม่านถุงลม หน้าต่างแอนตี้ แทรป พาวเวอร์ เบรก ABS ระบบควบคุมการทรงตัว ESC (Electronic Stability control) พร้อมด้วยระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Traction Control) ในรุ่นPremiumยังมีเซ็นเซอร์ข้างหน้าเพื่อช่วยจอด (Park Assist) และกล้องมองหลัง (Reverse Camera)
ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ให้ความสะดวกสบายและความอเนกประสงค์ในการเดินทาง เพิ่มความหรูหราด้วย พวงมาลัยหุ้มหนัง 3 ก้าน พร้อมปุ่มมัลติฟังก์ชั่น และ Paddle Shift (รุ่น Premium) โดดเด่นด้วยปุ่ม Push Start/Stop และระบบ Proton Infotainment ด้วยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ซึ่งมาพร้อมกับชุดเครื่องเสียงวิทยุ DVD/MP3 ช่องเสียบ USB/ iPod และยังสามารถเชื่อมต่อระบบ Bluetooth หน้าจอ LCD ขนาด 7 นิ้ว เชื่อมต่อระบบนำทางด้วยดาวเทียม กับระบบเสียงที่ประกอบไปด้วยลำโพง 6 ตัว
Proton Suprima S มีให้เลือก 5 สี ได้แก่
Proton Suprima S มี จำหน่าย 2 รุ่น คือ Executive และ Premium มีราคาดังนี้
Proton Suprima S Executive ราคา 779,000 บาท
Proton Suprima S Premium ราคา 829,000 บาท
เปรียบเทียบกับคู่แข่งรายอื่นในตลาด
คู่แข่งรายสำคัญของ Proton Suprima S คือ Ford Focus และ Nissan Pulsar แม้ว่าราคาที่ Proton กำหนดไว้อยู่ในช่วง 7.79 แสนบาท ต่ำกว่าคู่แข่งหลายหมื่นบาทจนถึงสองแสนบาท เพราะ Proton ได้เปรียบตรงที่เป็นรถนำเข้ามาจากมาเลเซีย เสียภาษีนำเข้าในอัตราต่ำ แต่ลูกค้าส่วนใหญ่เลือกที่จะยอมเพิ่มงบ ขยับไปเลือกรถยนต์ในกลุ่ม C-segment จากค่ายอื่นแทน เพราะไม่มั่นใจในการทำตลาดของ Proton ในไทย ที่ศูนย์บริการและโชว์รูมบางแห่งเริ่มปิดตัวลง
Ford Focus และ Nissan Pulsar เป็นรถยนต์ในกลุ่ม C-segment ที่มีรูปทรงแบบ Hatchback 5 ประตูเหมือน Proton Suprima S แต่เหนือชั้นกว่าทั้งในด้านเทคโนโลยี ลูกเล่นไฮเทค ดีไซน์ และการบริการ Proton จึงวางราคาให้ต่ำกว่ามาก หวังดึงลูกค้าที่สนใจรถยนต์จากคู่แข่ง ให้มาสนใจ Proton แทนได้ และเชื่อว่ากลยุทธ์นี้ก็น่าจะได้ผลเรื่องยอดจองในมหกรรมยานยนต์ Motor Expo ปลายปี 2013
เอาเป็นว่าถ้าใครกำลังมองหารถยนต์ในสไตล์นี้อยู่ ก็อยากให้ทดลองขับและเปรียบเทียบดูทั้งสามรุ่น โดยดูจากปัจจัยต่างๆ ให้ครบถ้วนและรอบคอบ แต่ก็เชื่อว่ามีลูกค้ามีไม่น้อยที่นำ Proton Suprima S ไปเปรียบเทียบกับรถยนต์ซีดาน 4 ประตูในกลุ่ม C-segment เช่นกัน ได้แก่ Nissan Sylphy, Honda Civic, Toyota Corolla Altis 2014, Ford Focus ที่มีราคาใกล้เคียงกับ Proton แต่บุคลิกของรถยนต์คู่แข่งดังกล่าวนั้น จะเป็นสไตล์หรูหรานั่งสบายมากกว่าสไตล์ Sport ก็ต้องเลือกให้เหมาะสมที่ถูกใจทั้งราคาและสะท้อนความเป็นตัวเอง
ทั้งนี้หาก Proton มีการพัฒนาและความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าชาวไทยมากขึ้น ด้วยราคาที่เป็นอาวุธสำคัญของ Proton ก็จะทำให้ Proton ยั่งยืนในไทยในระยะยาวจนมีศูนย์บริการและโชว์รูมทั่วประเทศ ในปัจจุบันก็ถือว่ารถยนต์นำเข้าที่ราคาต่ำสุดในตลาด ต้องยกให้ Proton ครับ แบรนด์ดังจากมาเลเซีย
วรพล ลิ่มศิริวงศ์ ผู้เขียน
รถไฟฟ้าที่น่าสนใจ...
แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับ " รีวิว Proton Suprima S ขับสนุก แรง ปลอดภัย ท้าให้ลอง!! "