
รีวิว Triumph Street Twin คลาสสิคโมเดิร์น สุดคุ้ม ณ ขณะนี้
ในงาน Motor Expo 2015 ช่วงปลายปีที่ผ่านมา Triumph Motorcycles Thailand ได้เปิดตัว รถใหม่ทายาทตระกูล All New Bonneville ถึง 3 Series ได้แก่ Street Twin, Bonneville T120, Thruxton R ซึ่งการเปิดตัวในประเทศไทยเรานี้นับเป็นครั้งแรกในเอเชีย แปซิฟิก ภายหลังจากที่เพิ่งเปิดตัวไปในงาน EICMA 2015
และรุ่นที่ถือว่าได้รับความสนใจมากที่สุด นั่นคือ Triumph Street Twin เนื่องจากเป็นรุ่นที่ทำราคาเริ่มต้นของ Triumph อยู่ที่ 3.9 แสนบาท แต่เต็มไปด้วย ความคุ้มค่า ทั้งในด้านฟังก์ชั่น และสมรรถนะ
และเป็นโอกาสอันดีที่ 9carthai ของเราขอพาทุกท่านที่สนใจในรถคันนี้มาชมรีวิว Triumph Street Twin แบบเต็มๆกันเลยครับ
Triumph Street Twin นั้นได้รับการออกแบบดีไซน์ใหม่ ให้เป็นรถทรงคลาสสิคร่วมสมัย ซึ่งถือเป็นภาพสะท้อนของรถ Bonneville ดั้งเดิม ถึงแม้มันจะดู Look Modern ขึ้น แต่ยังแฝงกลิ่นอายสไตล์ Retro อยู่ไม่น้อย ได้แก่
ไฟหน้าทรงกลม ที่มีโลโก้ T (Triumph แบบใหม่), ไฟท้ายรูปทรงรี แต่ทันสมัยด้วยหลอด LED
ฝาถังน้ำมันโครเมียมรูปแบบคลาสสิค (สำหรับผู้ที่ไม่เคยขี่อาจจะงง กับการเปิดฝา เพราะคุณจะต้องหมุนที่ช่องวงกลมตรงกลาง เพื่อให้รูกุญแจเปิดออกแล้วจึงค่อยบิดกุญแจและ บิดหมุนที่ตัวฝาถังน้ำมันแบบปกติที่ควรจะเป็นได้ ซึ่งเวลาเติมคุณคงต้องถือเจ้าฝานี้เอาไว้ด้วยจนกว่าจะเติมเสร็จ,
ท่อไอเสียสแตนแลสออกคู่
, กระจกมองข้างทรงกลม แบบคลาสสิค, ไฟเลี้ยว เป็นแบบโคมใส ดูคล้ายของ Ninja250 ปี 2012 ไม่มีผิดเพี้ยน,
มาตรวัดแบบถ้วยแสดงผลความเร็วเป็นตัวเลข Analogue สูงสุด 200 กม./ชม. แต่น่าเสียดายที่ไม่มีมาตรวัดรอบเครื่องยนต์
ในส่วนจอแสดงผล LCD ดิจิตอล ทางฝั่งซ้ายเป็นสเกลน้ำมัน และบอกตำแหน่งเกียร์, ขณะที่ตรงกลางแสดงผล ODO, ปรับเซ็ท Trip1 และ 2 ,อัตราสิ้นเปลือง Real Time และ AVG, นาฬิกา ซึ่งฟังก์ชั่นทั้งหมดสามารถกดปุ่ม i ที่สวิทช์ฝั่งซ้ายปรับเซ็ทได้,
ก้านคลัชปรับได้ 4 ระดับ ก้านเบรกปรับได้ 5 ระดับ
ทางสวิทข์ไฟฝั่งซ้ายจะมีปุ่ม I ที่ใช้ควบคุมหน้าจอ ตำแหน่งที่เป็นไฟ Pass นั้นจะเป็นการกดเพื่อใช้ไฟสูง
สวิทช์ไฟขวา จะพบปุ่ม Engine Start ซึ่งคุณต้องกำคลัช พร้อมกดปุ่มลงเพียง 1 ครั้งสั้นๆ นอกจากนี้มีสวิทช์ไฟฉุกเฉินให้อีกด้วย
ขณะที่รายละเอียดของตัวรถนั้นต้องบอกว่าเก็บรายละเอียดได้ประณีตและดูใส่ใจดี อาทิ ยางตรงแป้นพักเท้า ทั้งหน้าและหลัง มีคำว่า Triumph อยู่, ปลั๊กหัวเทียนก็มีโลโก้ Triumph ด้วยเช่นกัน และเมื่อไขกุญแจเปิดเบาะนั่งออก จะพบกับ USB Socket อยู่ด้านบนแบตเตอรี่ เพื่อเอาไว้ชาร์จไฟแก่อุปกรณ์สื่อสารได้อีกด้วย
สำหรับล้ออัลลอยใช้ลาย Multi Spoke หน้าขนาด 18”x2.75” หลังขนาด 17”x4.25” สวมยางจาก Pirelli Phantom SportsComp ด้านหน้าไซส์ 100/90/R18 หลังไซส์ 150/70/R17
Street Twin มีน้ำหนัก Dry Weight ที่ 198 กก. เบาะนั่งมีความสูง 750 มม. และถังน้ำมันจุ 12 ลิตร
Triumph Street Twin มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่
– สีแดง Cranberry Red แต่งแถบที่ถังน้ำมันและขอบล้อ
– สีเงิน Aluminium Silver แต่งแถบที่ถังน้ำมันและขอบล้อ
– สีดำด้าน Matt Black (+6,500 บาท)
– สีดำเงา Jet Black
– สีดำเมทัลลิก Phantom Black
ในด้านของท่าทางในการนั่ง และควบคุมรถ
ด้วยตำแหน่งเบาะที่ไม่สูง ตำแหน่งเบาะที่แคบและราบยาว ช่วยให้คนที่มีสรีระตัวไม่ใหญ่นักอย่างผู้เขียน ที่สูง 174 ซม. น้ำหนักที่ 58 กก. สามารถนั่งควบคุมรถได้ค่อนข้างสบาย รวมไปถึงผู้ซ้อนที่สรีระไม่สูงมาก จะนั่งซ้อนท้ายได้สบายพอดิบพอดี แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีส่วนสูงมาก การนั่งซ้อนจะต้องชันเข่ามากเสียหน่อยเนื่องจากเบาะเตี้ย
และด้วยถังน้ำมันที่เล็กและดูเพรียวบาง แต่ก็มีช่องเว้าเข้ารับกับต้นขา ซึ่งผู้เขียนเองชอบมาก เพราะสามารถคร่อมควบคุมรถได้อย่างกระชับ และด้วยน้ำหนักตัวที่ไม่มาก ทำให้การขี่รถ หรือ เข็นเคลื่อนรถนั้นทำได้ไม่ยากลำบากแต่อย่างใด
ขณะที่แฮนด์บาร์นั้นพบว่า มันดูไม่สูง ไม่เตี้ยจนเกินไป แต่ด้วยลักษณะการวางตำแหน่งแฮนด์ที่ผู้เขียนรู้สึกว่าต้องเหยียดแขนออกไปค่อนข้างมากหน่อย ซึ่งถ้าต้องการให้ตำแหน่งแขนอยู่ในระยะควบคุมที่พอเหมาะ อาจต้องนั่งร่นเบาะเข้ามาชิดถังน้ำมันด้านหน้ามากขึ้น ซึ่งอาจจะไม่สะดวกสบายนักหากนั่งเป็นเวลานาน
ซึ่งข้อดีมันคือ การขี่ในเมือง ทำให้เราควบคุมองศาการหักวงเลี้ยวแฮนด์ได้มาก แต่ก็พบว่าหากขี่ทางไกล ถ้าตำแหน่งแฮนด์ลงเตี้ยกว่านี้อีกนิด น่าจะช่วยลดอาการเมื่อยล้าต้นแขนลงได้อีก
ขุมพลังบล๊อกใหม่ เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 900cc SOHC 8 วาล์ว
ให้กำลังสูงสุด 55 แรงม้า PS@5,900rpm แรงบิดสูงสุด 80 นิวตันเมตร@3,230rpm (สูงกว่ารุ่น T100 ถึง 18% นอกจากนี้ยังกินน้ำมันน้อยกว่ารุ่นก่อนถึง 36% (27 กม./ลิตร ตามเคลม) นอกจากนี้ยังใช้คันเร่งไฟฟฟ้า ride-by-wire ในการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ลงสู่เกียร์ 5 สปีด
หากเราวิเคราะห์จากกราฟล่ะก็จริงอยู่ที่มองเผินๆ แรงม้าของ Street Twin น้อยกว่า T100 ถึงราว 15 ตัว แต่นั่นในส่วนของรอบเครื่องช่วงปลายเท่านั้น หากมองในช่วงรอบเครื่องช่วงต้น-ย่านกลาง เครื่องยนต์บล๊อกใหม่นี้ ได้เปรียบในเรื่องของแรงบิดที่สูงกว่าซึ่งมาหนักตั้งแต่รอบต่ำ ขณะเดียวกันม้าก็เยอะกว่าตั้งแต่รอบเครื่องต่ำ-กลางด้วย ดังนั้นไม่แปลกใจเลยที่ Street Twin จะมีแรงกระชาก พุ่งทะยานออกตัวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งหากคุณใช้งานรถคันนี้แบบวิ่งในเมือง (ตามชื่อ Street ของมัน) คุณจะประทับใจกับทอร์คที่มีให้สัมผัสได้ทันทีที่เปิดคันเร่ง ช่วยให้การเร่งแซงรถทั้งหลายบนท้องถนน ทำได้ง่ายเพียงบิดข้อมือเพิ่มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และคุณอาจจะเพลินกับทอร์คที่มี จนลืมแรงม้าเพียง 55 ตัวไปเลย
แต่เมื่อขี่ทางไกลนั้น ผู้เขียนก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ทำไมการปรับเซ็ทเครื่องยนต์บล๊อกใหม่นี้ของ Street Twin จึงไม่เน้นกำลังเครื่องที่รอบสูงนัก เนื่องจาก Nature ของรถสไตล์ Classic แล้วมันเน้นการใช้งานแบบขี่หล่อๆ สบายๆ ซึ่ง Street Twin แม้จะเป็น Classic ดีไซน์ร่วมสมัย แต่ก็ยังเน้นการใช้งานขับขี่ในรูปแบบนี้ ดังนั้นการขี่ในช่วงความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม. ถือเป็นอะไรที่ขี่ได้เพลิดเพลิน สบายๆ ไม่ตึงเครียด แต่ทว่าการขี่ด้วยความเร็วระดับ 120 กม./ชม. ขึ้นไป ร่างกายจะปะทะลมที่โต้เข้ามามากขึ้น จนคุณต้องขาหนีบถังเพื่อเพิ่มการยึดเกาะกับตัวรถ และก้มตัวลงเพื่อลดแรงลมที่เข้ามาปะทะ ซึ่งนั่นดูจะเป็นการขี่ที่ตึงเครียดไปเสียหน่อย แต่ถึงอย่างไรก็ดี ช่วงทางตรงโล่งเส้นทางไปผู้เขียน ซึ่งมีขี่เจ้า Street Twin โดยมีคนซ้อนท้าย น้ำหนักรวมราว 110 กก. ได้มีโอกาสลองความเร็วย่านปลายกันหน่อย พบว่าความเร็วไต่ไปถึง 160 กม./ชม. นั้นกำลังเครื่องยนต์ยังมีเหลือให้ใช้อีกพอสมควร ซึ่งหากขี่เพียงคนเดียว และคุณสามารถก้มเพื่อหลบแรงต้านจากลมลงได้ ความเร็วระดับ 180 + มีให้เห็นอย่างแน่นอน
ในส่วนภาพรวมการขี่ ด้านอื่นๆนั้น น้ำหนักคลัชถือว่าค่อนข้างนิ่มไม่หนักจนปวดนิ้ว (อานิสงค์ จาก Slip Assist Clutch)คันเร่งไฟฟ้าของ Street Twin นี้มีระยะหน่วงเพียงเล็กน้อย ช่วยให้ช่วงเปิดคันเร่งออกตัวนั้น เพิ่ม Throttle เพียงเล็กน้อยรถก็พุ่งทะยานออกไปได้ตามใจสั่ง
สำหรับรถคันนี้ เป็นเกียร์ 5 Speed ตามสไตล์ Classic ซึ่งนั่นส่งผลให้ Engine Brake หนักพอสมควร หากขี่มาด้วยความเร็วและทำการชะลอความเร็ว พร้อมการลดเกียร์ช่วย อย่ารวดเร็วคุณจะได้ยินเสียงเอี๊ยดแรงกระทำของ Engine เบรกที่ส่งไปยังล้อ
ขณะที่ความร้อนนั้น ถือเป็นเรื่องปกติ มีไอร้อนพอสมควรเข้ามาให้สัมผัส แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ แม้จะขับขี่ในช่วงหน้าร้อนแดดแรง และรถติดอย่างในเมือง กทม.
แต่จุดที่ต้องระมัดระวังคือ หากมีผู้ซ้อน และคุณต้องเขยิบตัวไปด้านหน้าบริเวณถังน้ำมัน และช่วงหัวเข่าที่หนีบถังเวลาเบรกแล้วตัวร่นเขยิบอาจจะต้องระวังหัวเข่าไปโดนแคร้งเครื่องยนต์ซึ่งมีความร้อน ณ จุดตรงนี้เล็กน้อย
ขณะที่อัตราสิ้นเปลืองนั้น Street Twin ทำให้เราประทับใจมาก ตัวเลขสูงสุดบนแดชบอร์ดเราทำได้ที่ 28 กม./ลิตร จากการเดินทางนอกเมือง ใช้ความเร็วเฉลี่ย 100-120 กม./ชม. ขณะที่การเดินทางในเมืองก็ทำได้ที่ระดับ 26 กม./ลิตร
ซึ่งนั่นการันตีได้เลยว่าถ้าขับเดินทางไกลด้วยความเร็วคงที่ 100 กม./ชม. น้ำมัน 1 ถัง จะสามารถวิ่งได้ถึง 300 กม. ได้โดยอย่างไม่ยากเย็น
เนื่องจากผู้เขียนได้เติมน้ำมัน 1 ถัง จับ Trip วิ่งไปราว 240 กม. ซึ่งใช้วิ่งทั้งเดินทางในเมืองและนอกเมือง และยังเหลือ ระยะทางคงเหลืออีกราว 50 กม.
สรุปเลย Street Twin มากับเครื่องหม้อน้ำใหม่ เครื่องยนต์ตอบสนองดีคันเร่งสมูท, ขี่เป็นมิตร ไม่ว่าจะในเมืออง หรือเดินทางไกลก็สบาย กระเป๋าไม่ฟีบเพราะค่าน้ำมันแน่นอน
ระบบกันสะเทือน โช้คอัพหน้า KYB ขนาดแกน 41 มม. มีระยะเคลื่อนตัว 120 มม. โช้คอัพหลังคู่จาก KYB เช่นกัน ปรับ Preload ได้
การนั่งขี่คนเดียว เราพบว่ามันเซ็ทมาให้ขี่ได้สนุก แม้การปรับช่วงล่างที่อาจจะดูแข็งไปเล็กน้อย แต่ต้องขอบคุณโฟมของตัวเบาะที่ค่อนข้างหนา ทีเดียวทำให้แรงกระแทกที่มีต่อสะโพกและก้นนั้นไม่มากนัก
ขณะที่การขับขี่ซ้อน 2 นั้น พบว่าทรงรถกำลังดูดีทีเดียว ดูแน่น และไม่ตึงตังมากเกินไป
แต่ต้องเข้าใจสภาพของรถคลาสสิค ล้อหน้าไซส์ 18” หลัง 17” ด้วยว่า แม้การเซ็ทช่วงล่างมาให้ขี่สนุก แต่การพลิกโค้ง ด้วยล้อด้านหน้าอาจจะยังต้องการพื้นที่แก้มยางเพิ่มอีกสักหน่อยในช่วงกำลังเข้าโค้ง แต่เมื่อคุณอยู่ในโค้ง ตำแหน่งแฮนด์ตรง เติมคันเร่งเพื่อหาทางออก เจ้า Street Twin นั้นมันให้การยึดเกาะได้ดีจนเรียกได้ว่าขี่สนุกเลยล่ะ
ระบบเบรก หน้าจานดิสก์เดี่ยวขนาด 310 มม. ติดตั้งคาลิปเปอร์ Nissin 2 ลูกสูบ มาพร้อมระบบ ABS ให้เป็นมาตรฐาน
ด้านหลังดิสก์เดี่ยวขนาดจาน 255 มม. ติดตั้งคาลิปเปอร์ Nissin 2 ลูกสูบเช่นกัน
แม้ระบบเบรกจะไม่ใช่จานดิสก์คู่แบบพี่ใหญ่ T120 แต่ในด้านการชะลอความเร็วนั้นก็ทำได้ดีในระดับหนึ่ง ฟีลลิ่งของก้านเบรก ให้ความหนักแน่นได้ดี พละกำลังแรงเบรกจากล้อหลังนั้น ทำได้ไม่ขี้เหล่นัก เมื่อเทียบกับเบรกหลักทางด้านหน้า แต่ในจังหวะที่ซัดมาด้วยความเร็วและต้องการหน่วงความลงโดยทันที อาจจำเป็นต้อง ใช้ Engine Brake ลดเกียร์ช่วยชะลอช่วย แต่การที่ใช้เกียร์ 5 Speed ทำให้สัมผัสได้ถึงแรงที่กระทำต่อล้อคู่หลังค่อนข้างหนัก ซึ่งต้องควบคุมบาลานซ์รถให้ดี
สรุป Triumph Street Twin น้องเล็กตระกูล Bonny คันล่าสุด ที่มาทดแทน T100 แต่มีราคาที่ถูกกว่า
แม้ความคลาสสิคจะดูลดลง แต่มันบ่งบอกถึงความมีสไตล์ในแบบโมเดิร์นที่ดูชัดเจน พร้อมสมรรถนะและฟังก์ชั่นที่ครอบคลุมการใช้งานมากกว่า เป็นมิตรต่อการขี่ และยังประหยัดน้ำมันยอดเยี่ยม
โดยส่วนตัวผู้เขียนชอบรถสไตล์สปอร์ต แต่ขี่คลาสสิคน้องใหม่อย่าง Street Twin แล้ว หลงรักเลย จนอยากเปลี่ยนแนวมาออกเจ้า Street Twin สักคันเลยทีเดียวเชียว
นอกจากนี้ Street Twin ใหม่ ยังได้มาพร้อมกับอุปกรณ์ตกแต่งกว่า 150 รายการ เพื่อเอาใจคอ Custom รถแบบ Fun to Ride เพื่อสร้างเอกลักษณ์ตัวตนของรถในแบบของคุณได้อีกด้วย
จุดเด่น
จุดที่อยากให้มีเพิ่มเติม
– มาตรวัดรอบเครื่องยนต์
– ฝาถังน้ำมันหมุน แล้วเปิดขึ้นแบบบานพับติดกับตัวถัง
ขอขอบคุณ Triumph Motorcycles Thailand สำหรับ Triumph Street Twin สีแดง Cranberry Red ราคา 3.9 แสนบาท คันนี้
ภณ เพียรทนงกิจ Test Driver 9carthai
รถไฟฟ้าที่น่าสนใจ...
แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับ " รีวิว Triumph Street Twin คลาสสิคโมเดิร์น สุดคุ้ม ณ ขณะนี้ "