
รีวิว Triumph Thruxton R นีโอ-คาเฟ่ ออปชั่นเต็มสุด ณ ขณะนี้
เมื่อปลายปีที่แล้วในงาน 2015 EICMA Show ทาง Triumph ได้เปิดตัวรถตระกูล Bonneville ใหม่ ครั้งยิ่งใหญ่ ประกอบไปไปด้วย 5 รุ่น ได้แก่ Street Twin, Bonneville T120, T120 Black, Thruxton และ Thruxton R
หลังจากนั้นในช่วงสิ้นปีที่งาน 2015 Motor Expo ในบ้านเรา ทาง Triumph Motorcycles Thailand ได้เปิดตัวรถตระกูล Bonneville ใหม่ ทั้งสิ้น 4 รุ่น โดยไม่มีรุ่น Thruxton (ตัวล่าง)
และในวันนี้ 9carthai เราขอพามาพบกับ 2 คู่หู ในตระกูล Bonny รหัส 1200HT เอาใจคอคาเฟ่ กับ Triumph Thruxton R กันก่อน แล้วเดี๋ยวเราจะมารีวิว Bonneville T120 กันต่อ ครับ
Triumph Thruxton R รถสไตล์ Café สุดหล่อ ในรุ่น R นี้จะมากับของระดับ Hi-End ที่เรียกได้ว่าเป็นรถในฝันของคอคาเฟ่ เลยก็ว่าได้ โดยคันนี้เป็นสีเงิน Silver Ice แบบเมทัลลิกเงางามโดดเด่น
ไฟหน้าทรงกลม พร้อมไฟ DRL แบบ LED
ไฟท้ายรูปทรงคลาสสิค แต่ใช้หลอดด้านใน LED, ไฟเลี้ยวทรงกลมสีส้ม อนุรักษ์นิยม
ครอบเบาะท้ายแบบตูดมด
แฮนด์จับโช้ค (Clip On) ใต้แผงคอ
ก้านคลัชปรับ 4 ระดับ
ก้านเบรกปรับระดับโดยหมุนซึ่งมีความละเอียดสูง
กระจกมองข้างทรงกลมติดปลายแฮนด์
ฝาถังน้ำมันแบบ Monza ซึ่งคนไม่เคยขี่รถแนวนี้อาจต้องศึกษาวิธีการเปิดฝาถังสักเล็กน้อย
ล้อซี่ลวดขนาด 17” ทั้งหน้าและหลัง หุ้มยางสมรรถนะสูง Diablo Rosso Corsa 120/160 (หน้า/หลัง)
รูปทรงท่อแบบ Street Twin ซึ่งดูคล้ายของแต่งอย่าง Vance & Hines ชื่อดัง
เมื่อเปิดเบาะขึ้น จะพบกับช่อง USB Socket เอาไว้สำหรับชาร์จไฟมือถือ
มาตรวัดแบบอนาล็อกปนดิจิตอล ทรงถ้วยคู่ ทางฝั่งซ้ายวัดความเร็ว ฝั่งขวาวัดรอบ หน้าจอดิจิตอล ทางด้านซ้ายแสดงผล Odo และเซ็ททริป, เซ็ท TTC, บอกตำแหน่งเกียร์ ทาฝั่งขวา เกจ์น้ำมัน, Riding Mode, อัตราสิ้นเปลือง, ระยะทางคงเหลือที่วิ่งได้
สวิทช์ทางฝั่งซ้ายมีปุ่ม i ที่ใช้บังคับเลือกตั้งค่าต่างๆ และปุ่มไฟ Pass (เมื่อเปิดไฟ DRL แต่ถ้าเปิดไฟหน้าปกติ จะทำหน้าที่เป็นสวิทช์ไฟสูงซึ่งต้องกดเปิด-ปิด)
ขณะที่สวิทช์ไฟฉุกเฉินจะไปอยู่ทางฝั่งขวา ร่วมกับปุ่มปรับ Riding Mode
Thruxton R
มีความสูงเบาะที่ 810 มม.
น้ำหนัก 203 กก. (Dry)
ความจุถังน้ำมัน 14.5 ลิตร (Thruxton R)
ด้านท่านั่งและการใช้งานขับขี่ ด้วยแฮนด์จับโช้คใต้แผงคอนั้นต่ำแบบรถ Supersport ตำแหน่งพักเท้านั้นถูกร่นมาทางด้านหลังมากกว่า T120 ทำให้เหมาะแก่การก้มยิ่งขึ้น ในขณะที่ตำแหน่งความสูงของพักเท้านั้นใกล้เคียงกัน แต่เบาะนั่งสูงกว่า จึงทำให้ตำแหน่งวางขาไม่งอหัวเข่าเท่ากับพักเท้ารถ Supersport ซึ่งการขับขี่เดินทางไกลนั้นจะไม่เมื่อยขานัก ขณะที่ให้ความกระชับและมั่นใจกับสายหมอบเมื่อคุณต้องการขี่ด้วยความเร็ว แต่การใช้งานในเมืองรถติดๆ อาจไม่สะดวกนัก จากกระจกปลายแฮนด์ทำให้การเซาะซอกรถติดนั้นทำได้ยากขึ้น ขณะที่การเลี้ยววงแคบ ศอกจะติดที่บริเวณถังน้ำมันอยู่หน่อย ทำให้การหักแฮนด์เลี้ยววงแคบ นั้นจะคงตีวงกว้างกว่าแฮนด์บาร์
เครื่องยนต์ 1200HT (High Torque) ระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบเรียง SOHC ความจุ 1,199cc ให้กำลัง 97 PS@6,750rpm และแรงบิด 112 Nm@4,950rpm ส่งกำลังผ่านเกียร์ 6 Speed แทนที่ 5 Speed ในรุ่น 900 (โฉมเก่า) โดยมาพร้อมระบบ Slip Assist Clutch
Riding Mode มี 3 Mode ให้เลือก ได้แก่ Rain, Road, Sport (ซึ่งในคันนี้เราจะขอพูดแค่ Road, Sport จะขอยก Rain ไปพูดรวมใน T120 ครับ)
เริ่มต้น กำคลัช เตรียมออกตัว คลัชดูค่อนข้างตื้นพอควร แต่น้ำหนักนั้นถือว่าเบาเลยล่ะกับรถพิกัดในระดับนี้ (อานิสงค์จาก Slip Assist Clutch ช่วย ทำให้การเลี้ยงคลัชเวลารถติดไม่ใช่เรื่องลำบาก สำหรับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังออกมานั้นดูจะแตกๆ ไปเสียหน่อย ไม่หนักแน่นเท่ากับ T120 ที่ดูทุ้มกว่าด้วยท่อทรง Pea Shooters
การใช้งานบนถนนปกติ โหมด Road ถือว่าเป็นมิตรพอสมควร แม้ทอร์คเยอะ เครื่องใหญ่ แต่ก็ไม่ได้คุมยากเย็นอะไรนัก คันเร่งไฟฟ้าตอบสนอง แบบหน่วงๆเล็กน้อย ไม่ถึงกับติดมือมาก
มาลอง Sport Mode ต่อให้ความสนุกสนาน และเร้าใจกว่า คันเร่งติดมือมากยิ่งขึ้น เปิดคันเร่งออกตัวรถพุ่งทะยานออกตัวได้ไวกว่าเดิม จากคำสั่งของสมองกลที่คุมการเปิดปิดของลิ้นผีเสื้อ ทำให้การไม่อยากกลับไปขี่โหมด Road อีกต่อไป ช่วยให้สัมผัสทอร์คได้ทันทีตั้งแต่รอบต้น-ย่านกลาง แต่เมื่อลากรอบเครื่องยนต์เข้าแตะระดับ 6,500rpm เจ้า Thruxton R จะเริ่มกำลังดรอปลง ซึ่งในความเป็นจริง การขี่ในเมืองแทบไม่จำเป็นที่จะต้องใช้รอบเครื่องสูงถึงขั้นนั้นเลย แค่เปิดคันเร่งนิดๆ ก็แทบจะไม่มีรถคันไหนตามทันแล้ว เว้นแต่จะออกไปซัดเล่นในทางโล่งๆลากรอบหา Top Speed เครื่องยนต์บล็อกนี้ อาจไม่ได้ตอบสนองให้คุณในแบบรถตระกูล Sport อย่าง Street Triple ได้ แต่อย่าลืมว่ามันคือเครื่องยนต์ High Torque เน้นแรงบิดตามชื่อ ใช้งานในเมืองและการเดินทางได้อย่างดีเยี่ยม
ในด้านการระบายความร้อนนั้น เครื่อง 1200HT นั้นเราพบไอความร้อนออกมาที่หน้าขามากพอสมควรเมื่อขี่ในเมือง แต่เมื่อขี่เดินทางไกลไอร้อนจะถูกไล่ออกไป และปะทะกับหน้าขาน้อยลงจึงไม่ทำให้ร้อนอึดอัดขานักเมื่อต้องขี่ออกทริปเป็นเวลายาวนาน
สำหรับ Top Speed ตามเคลมอยู่ที่ 217 กม./ชม. ซึ่งผู้เขียนมีโอกาสซัดในช่วงทางโล่งความเร็วแตะระดับ 200 กม./ชม. ขณะที่รอบเครื่องยังเหลืออยู่อีกหน่อย ซึ่งดูจากพละกำลังแล้วน่าจะไปได้เกิน 210 เป็นอย่างน้อยในการวิ่งจริงบนถนน แต่คุณต้องหมอบหมวกติดถังเพื่อให้หมวกเป็นตัวรีดลม เนื่องจากไม่มีวินชิลด์หน้า ซึ่งถ้าก้มไม่ดีจะโต้ลมมากเป็นพิเศษ
ขณะที่อัตราสิ้นเปลืองนั้น ผู้เขียนขี่เดินทางไกลด้วยความเร็วระดับ 120-140 กม./ชม. มีเร่งทำความเร็วสูงอีกเป็นครั้งคราว มาตรวัดโชว์อัตราสิ้นเปลืองราว 18-19 กม./ลิตร
ระบบกันสะเทือน ด้านหน้า UpSideDown สีทองอร่างจาก Showa ขนาดแกน 43 มม. ปรับระดับได้ครบถ้วน มีระยะเคลื่อนตัว 120 มม.
ด้านหลังโช้คอัพคู่จาก Ohlins มาพร้อมกระปุกแก้ส Piggy Back ปรับได้ครบถ้วน โดยปรับ Rebound และ Compression ง่ายๆ เพียงแค่ ใช้มือหมุนเท่านั้น
ในด้านของการขับขี่นั้น เราพบว่าการใช้โช้คอัพระดับ Hi-End นอกจากจะสวยดูดีมีราคาแล้ว ยังทำให้ Thruxton R เป็นรถคาเฟ่ที่ขี่สนุกมากที่สุดคันหนึ่ง กว่าคันไหนๆ ด้วยสไตล์ของโช้คอัพหลังคู่ ที่อาจจะไม่ได้ให้ความรู้สึกในการเข้าโค้งที่ดูเนียนคมกริบ แต่มันก็ให้ความรู้สึกที่หนักแน่น ทุกครั้งในช่วงที่โช้คอัพ Rebound คืนตัวจากการยุบ และซับแรงได้ดี แม้ช่วงล่างจะออกแนวสปอร์ต แบบติดแข็งนิดๆ ขณะที่การขี่ด้วยความเร็วสูงโช้คอัพหน้าแบบที่ใช้ในรถ Supersport สมรรถนะสูง ร่วมกับแฮนด์ Clip On จับใต้แผงคอที่ทำให้หน้าจิกต่ำ ส่งผลให้การขี่ความเร็วสูงๆนั้นหน้าไม่แกว่ง ไม่จำเป็นต้องไปติดกันสะบัดเพิ่มเติม
ระบบเบรก ABS ทั้งหน้า-หลัง สามารถปิดได้ เบรกหน้าจานดิสก์คู่ Semi Floating ขนาด 310 มม. ใช้ปั๊มเบรกล่างแบบ Radial mount Brembo Monobloc คาลิปเปอร์ 4 สูบ ด้านปั๊มเบรกบน เป็นปั๊มลอย Brembo เช่นกัน
ด้านหลังจานเดี่ยวขนาด 220 มม. ปั๊ม Nissin คาลิปเปอร์ 2 ลูกสูบ
ในด้านการใช้งาน ปั๊มน้ำมันลอย ให้ฟีลลิ่งแบบหนึบแน่น ใช่เลยแบบนี้ละ เบรกในฝันที่หลายคนใฝ่ฝันอยากได้มาติดรถตนเอง
และเมื่อปิด ABS ด้วยจะได้น้ำหนักเบรกแบบจับเต็มๆ กำทีเบรกหัวทิ่มได้ง่ายๆ ซึ่งหยุดพละกำลังเครื่องทอร์คจัดระดับ 100 Nm+ ได้อย่างสบายๆ
เรียกได้ว่าความละเอียดแม่นยำ และการตอบสนองดีกว่าคาลิปเปอร์ และปั๊ม Nissin ใน T120 อย่างไม่ต้องสงสัย
สรุป
Triumph Thruxton R เรียกได้ว่าเป็นรถ Café ที่โดดเด่น สะดุดตาเป็นอย่างมาก ยิ่งหากคุณไปจอดรถที่ไหน ควรระมัดระวังให้ดี ไม่ว่าจะเป็นโช้คอัพ หรือปั๊มเบรกทั้งบน-ล่าง และสีสันตัวรถและของแต่งช่างดูล่อตาล่อใจโจรไม่น้อยเลย ขณะที่การขับขี่นั้นแม้แรงม้าไม่เยอะ แต่ทอร์คหนักมาเต็มแต่เริ่มและกด Sport Mode ด้วยแล้วขี่สนุก จนลืมรถสปอร์ตแท้ๆไปได้เลย สมรรถนะทั้งช่วงล่างและเบรก นอกจากสวยแล้วมีประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมด้วย เรียกได้ว่าราคาของรถ 6 แสนบาท ได้คาเฟ่ในตำนานอย่าง Triumph Thruxton R ที่มาพร้อมของติดรถตัวเทพนั้นถือว่าคุ้มค่าอย่างแน่นอน
จุดเด่น
– รูปลักษณ์ที่โดดเด่น ขับไปไหนก็มีแต่คนมอง
– เครื่อง 1200HT ที่เน้นแรงบิดสำหรับการใช้งานจริง ไม่เน้นแรงม้า
– เบรก และช่วงล่างขั้นเทพ (Thruxton R)
– Riding mode ที่ควบคุมและเปลี่ยนโหมดได้ง่ายใช้งานได้จริง
จุดที่อยากให้มีเพิ่มเติม
– ฝาถังน้ำมันแบบบานพับ ไม่ต้องถือถอดออกมาทั้งชิ้น
ขอขอบคุณ Triumph Motorcycles Thailand สำหรับรถทดสอบ Triumph Thruxton R สี Silver Ice ราคา 6 แสนบาท
ขอบคุณ Danus Hobby Farm ฟาร์มแกะ + Coffee Shop สถานที่แวะพักรถที่ไม่ควรพลาดเก็บบรรยากาศความสวยงาม
ภณ เพียรทนงกิจ Test Driver
รถไฟฟ้าที่น่าสนใจ...
แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับ " รีวิว Triumph Thruxton R นีโอ-คาเฟ่ ออปชั่นเต็มสุด ณ ขณะนี้ "